02/12/12 - The Trek:ดงพญาไฟ  (ชาญชัย พานตะสี,  ปรีชา ชื่นชม/ ไทย/ 2545) - 0.5/5
 
    มึงผิดตั้งแต่มึงเอาหมาเข้าป่าแล้วล่ะและถือว่าทำร้ายกูมากที่พวกมึงไม่ตายห่าให้หมดไปเลย ฉากยิงงูบนแพนี่ขอยกให้เป็นสิ่งที่โง่ที่สุดในโลกภาพยนตร์ของปีนี้เลยให้ตายเถอะ (นี่ยังไม่ได้พูดถึงเหล่าลูกครึ่งพูดไม่ชัดแกมน่ารำคาญนะ!)
 
 
 
 
09/12/12 - กลกามแห่งความรัก (ทรนง ศรีเชื้อ/ ไทย/ 2532) - 5/5
    ถ้าเรามองหนังด้วยสายตาปัจจุบันเราคงเฉยๆกับหนังมากๆเพราะเราเลิกเชื่อแล้วกับความคิดเรื่องศักดิ์ศรีหรือความผิดบาปอะไรเทือกนั้น แต่หากเรามองด้วยสายตาของสัมคมยุคปลาย 80 ถึงต้น 90 (ที่เรายังพอจำได้ลางๆ) เราพบว่าหนังนำเสนอความคิดและความเชื่อของสังคมไทยต่อมุมมองของโสเภณีในช่วงนั้นได้น่าสนใจดี มันคือยุคแห่งความรุ่งเรืองของอาชีพการค้าร่างกาย มีความเสรีจากผลของกระแสเสรีนิยมฉบับบุปผาชนตามกระแสโลกในช่วงเวลานั้น แต่มันกลับสวนทางกับความคิดความเชื่อหลักของสังคมเองที่ยังมองอาชีพนี้เป็นความเลวร้ายอยู่ เสียเกียรติ์เสียศักดิ์ศรีอะไรก็ว่าไป ซึ่งในหนังเรื่องนี้มันแสดงให้เห็นว่ากรอบความคิดแบบนี้มันแข็งแรงมากกับพื้นที่นอกเขตเมืองหลวงในยุคที่ยังโลกยังไม่ได้ global มากนัก โดยในทางกลับกันความเสรีมันกลับไปกำเนิดเกิดขึ้นในเมืองหลวงที่เจริญมากกว่า ดังนั้นแล้วหนังมันเลยแสดงให้เห็นถึงขั้วขัดแย้งระหว่างชีวิตที่ดีขึ้น ที่เสรีขึ้นกับความสุขที่ลดลงในการต่อกรกับความคิดแบบเดิม

     ชอบฉากจบมากเพราะมันได้ตั้งคำถามว่า "ตกลงแล้วอะไรกันคือสิ่งที่ชีวิตมนุษย์ต้องการ?" ซึ่งคำตอบมันแปรผันตรงในแต่ละบุคคล

     ปล. วลีเด็ด  "ความจนทำให้ผู้ชายไปเป็นคอมมิวนิสต์ ผู้หญิงไปเป็นกระหรี่"
 
14/12/12 - ยอดมนุษย์เงินเดือน (วิรัตน์ เฮง/ ไทย/ 2555) - 4.5/5
    ชอบหนังมากกว่าที่คิดไว้เยอะแฮะ เราว่าหนังมันสามารถตอบโจทย์ให้กับพวกมนุษย์เงินเดือนอย่างเราดีแม้มันจะพยายามฟรีซเหล่าคนกินเงินเดือนให้อยู่ในกรอบด้วยมุมมองของคนที่อยู่เหนือกว่าที่พยายามควบคุมมนุษย์เหล่านั้น โดยส่วนตัวเราเห็นว่ามันเป็นเรื่องจริงที่สามารถเข้าใจและยอมรับได้ในนามของมนุษย์กินเงินเดือน(แต่จะด้วยเต็มใจหรือไม่นั้นก็เรื่องหนึ่ง) เลยไม่ได้รู้สึกต่อต้านมุมมองนั้นและสนุกกับหนังไปได้ตลอด จริงๆอยู่ที่ชีวิตกินเงินเดือนของเราอาจไม่ได้แมนสตรีมมากเหมือนอย่างในหนังแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าผู้สร้างแม่งเก่งในการขนความ cliche ของเหล่าหนุษย์พวกนี้มาทำให้มันสนุกได้โดยที่ไม่ได้รู้สึกตะขัดตะข่วนใดๆเว้นเสียแต่ไอ้ตัวนางเอกที่มันเยอะเกินไปหน่อย น่าหมั่นไส้มากแต่ห่าเอ้ย! ไอ้ตัวละครตัวนี้มันกลับมาแฟนตาซีเราได้ว่ะ! แล้วจริงๆมันคือแฟนตาซีของมนุษย์แดกเงินเดือนเลยด้วยซ้ำ ทำตัวเก๋ๆ เริดๆไปวันๆ ที่นอกเสียจากจะเป็นเด็กเส้นสายแล้วมันต้องรวยด้วยและแน่นอนมนุษย์อย่างกูไม่ใช่พ่อพระ กูอยากเอาเงินไปทำอย่างที่นางเอกมันได้ทำ (แต่ไอ้การกระทำของตัวนางเอกในเรื่องงานบางอันมันก็เว่อร์เกินรับได้มากๆเช่นการทำโลโก้ในแบบสอบ-ถาม) แต่หากถามว่าเรายอมรับไหมกับไอ้คนแบบนี้ ก็คงตอบว่าไม่แต่อาจเพราะจริงๆแล้วตัวเราเองยอมจำนนกับระบบแบบนี้ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วก็ได้ จำนนแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัวที่มัวแต่เชื่อว่ากูยังสามารถแหกคอกออกไปได้โดยการแสดงออกที่ฉาบหน้าและการพรมนิ้วมือบนแป้นพิมพ์บอกกล่าวกับชาวบ้านชาวช่องเขาในโลกออนไลน์ แล้วพอหนังมันมาถึงตอนจบที่เห็นหลายๆคนไม่ชอบกัน แต่เรากลับรู้สึกชอบจังเลยว่ะ แม่งเศร้าดี เศร้าที่รู้ว่าผ่านไปอีกปีกูก็ยังอยู่ที่เดิมโดยที่ไอ้พลุห่าเหวนั้นมันไม่ได้ช่วยอะไรเลย

     อนึ่ง โครตชอบซีนหน้าบาร์ของพี่ติ๊กที่พูดถึงเรื่องความฝันมากๆๆๆๆๆๆ เป็นซีนที่ดีมากเบย

     จึงเรียนมาเพื่อทราบ
     ด้วยความเคารพ
     ในนามของพนักงานบริษัทผู้อยู่ในโอวาท
 
15/12/12 - รัก 7 ปี ดี 7 หน (ปวีณ ภูริจิตปัญญา, อดิสรณ์ ตรีสิริเกษม, จิระ มะลิกุล/ไทย/ 2555) - 3.5/5
    หนังครบรอบ 7 ปีของค่ายหนังอารมณ์ดีที่ยังคงเก่งฉกาจเหมือนเดิมในการนำเสนอ คือเรื่องราวอาจไม่ได้มีอะไรใหม่เลย บางตอนนี่ยี้มากด้วยซ้ำแต่การนำเสนอและจังวงจังหวะของมันเป๊ะมากจนต้องยอมมัน (และช่วงนี้ตัวเราเองไม่รู้เป็นไรแพ้ทางหนังบิวส์ว่ะ!) ออ! คนที่ผ่านหนัง GTH มาตลอดคงเพลินดีกับการเห็นการรวมตัวของนักแสดงทั้งหลายของค่ายหนังนี้

    14: ปวีณยังคงบ้าพลังเหมือนเดิมซึ่งช่วงแรกนั้นถือว่าความบ้าพลังของเขาสามารถช่วยให้หนังดูน่าสนใจขึ้นและสามารถนำมารองรับสารอันว่าด้วยเรื่องของวัยรุ่นกับโซเชียลได้ดี แต่พอผ่านพ้นจุดเปลี่ยนของเรื่องไปแล้วความบ้าพลังนั้นก็กลับย้อนมาแว้งกัดให้หนังเสียเอง แต่เอาน่ะ เราชอบที่หนังพูดถึงการยอมรับกับความรักของวัยรุ่นยุคใหม่(ผ่านทางโซเชียลเน๊ตเวิร์ค) และเพราะมันเป็นวัยรุ่น หลายๆสิ่งที่พวกมันทำในเรื่องเลยไม่ตะขัดตะข่วนมากนัก (นี่ถ้าไม่ใช่วัยรุ่นแล้วไปอัดวีดีโอระบายความในใจหรือไปปรึกษาคนในพันทิปนี่มันคงจักกะจี้น่าดู) อนึ่ง ชอบปันปันในเรื่องนี้มากๆ

     21/28: หนังตอนนี้ถือว่าโชคดีมากๆที่การบิวส์หนักๆของมันในจังหวะพอดีๆพาหนังรอดตัวไปได้ ไม่อย่างนั้นมันจะกลายเป็นหนังที่เห่ยและเราคงเกลียดฉิบหายเลย เราไม่เข้าใจการกระทำของตัวละคร ไม่ชอบความเก๋แบบประดิษฐ์ประดอยของมัน เลยกลายเป็นตอนที่ชอบน้อยที่สุด

     42.195: ชอบวิธีการเล่าเรื่องในตอนนี้นะแม้ว่าตัวเรื่องมันจะฟุ้งซ่านเหลือเกิน ตลกตัวเองที่ดูหนังไปไปคิดถึงหน้ามูราคามิจาก "เกร็ดความคิดบนก้าววิ่ง" ไป 555
 
16/12/12 - Hotel Transylvania (Genndy Tartakovsky/ US/ 2012) - 2/5
 
     ความสนุกของมันคือการเห็นเหล่าผีอินเตอร์มารวมอยู่ในที่เดียวกันแล้วก็นำความเฉพาะตัวของผีแต่ละตนมาล้อให้พอขำได้บ้าง ซึ่งก็เท่านั้นจริงเพราะที่เหลือคือการขายความบันเทิงให้เด็กๆดู ผีรักกับมนุษย์ไรงี้ อนุภาพความรักไม่มีพรมแดน โอ้ววววว รอบที่เท่าไหร่แล้วเนี่ยยยยยย
 
 
 
 
16/12/12 - Heartbeats (Xavier Dolan/ Canada/ 2010) - 4/5
    แล้วก็ดูหนังของโดแลงครบแล้ว หนังเรื่องนี้คือหนังคั่นกลางระหว่าง I Killed My Mother กับ Laurence Anyways ที่ดูแตกต่างกับหนังสองเรื่องนั้นพอควร (ในขณะที่สองเรื่องที่ว่านั้นมีความใกล้เคียงกันสูงมาก) มันว่าด้วยเรื่องของรักสามเส้าระหว่างสองเพื่อนรักกับชายหนุ่มรูปงาม ยอมรับตามตรงว่าเราเพิ่งจะมาสังเกตเห็นว่าโดแลงนี่แม่งทำหนังเนี๊ยบมาก ทั้งเสื้อผ้าหน้าผม, องค์ประกอบภาพรวมไปถึงการเลือกเพลงประกอบที่เชื่อแน่ว่าคงผ่านการคิดมามากจริงๆและที่เด่นที่สุดในเรื่องนี้คงหนีไม่พ้นการใช้สี สีเพื่อแสดงความรู้สึกของตัวละครที่แสดงออกมาจากเสื้อผ้าที่ใส่หรือแม้แต่การย้อมสีมันทั้งซีนเลย ฉูดฉาดรุนแรงดีจนทำให้หนังรักสามเส้าสุดแสนธรรมดาเรื่องนี้ดูพิเศษขึ้นมาทันใด อนึ่ง ชอบฉากจบฉิบหาย ซะใจดี
 
17/12/12 - The Human Centipede: First Sequence (Tom Six/ Netherlands/ 2009) -  4/5
     หนังคัลล์ไฮคอนเซ็ปท์ (คือซูฮกคนคิดเรื่องจริงๆให้ตายเถอะ คิดได้ไงกับการจับคนมาทำตะขาบ!!!)  แน่นอน! หนังจัดเต็มและมอบความสำราญแก่ผู้ชมเฉพาะกลุ่มในเรื่องความอุบาทห์ แหวะ น่าอ๊วกที่ขนมาเป็นกระบุง แต่หากเราสามารถเลยพ้นความต่ำตมนั้นมาได้เราก็จะได้พบว่าการทดลองบ้าๆนี้มันไม่ใช่การทดลองเพื่อพัฒนาสร้างประโยชน์แก่มนุษย์ชาติห่าเหวใดๆเลย แต่มันเป็นการทดลองที่กดให้มนุษย์ไปอยู่จุดที่ต่ำที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ ก่อร่างสร้างมนุษย์ใหม่โดยใช้นิยามอย่างสัตว์เดรฉาน มันคือการตั้งคำถามกับคนุดูว่าเมื่อเรากดทับเพื่อนร่วมโลก เหยียดเพื่อนร่วมโลกให้อยู่ในจุดที่ต่ำที่สุดแล้วมันจะเป็นเยี่ยงไร? และการจะตอบโจทย์แนวคิดแบบนี้ให้ได้ดีที่สุดคงหนีไม่พ้นเรื่องสงครามและการเมืองซึ่งหนังก็ชัดเจนในเรื่องนี้ด้วยการมอบสัญชาติแก่ตัวละครในเรื่อง ผู้สร้างคือเยอรมัน ส่วนตะขาบนั้นประกอบไปด้วยญี่ปุ่นและอเมริกา โดยในส่วนของผู้สร้างอย่างเยอรมันนั้นคือความโชคร้ายอีกรอบ(ในหลายๆรอบ)ที่มักได้รับบทผู้ร้ายเสมอมา ส่วนตัวตะขาบนั้นน่าสนใจมากทีเดียวในการเรียงลำดับ หนังให้ญี่ปุ่นอยู่หน้าสุดตามด้วยอเมริกันอีกสองคนต่อท้าย ซึ่งบทสรุปของไอ้ตัวตะขาบนี้มันไปไกลมากและเราก็ชอบมากด้วยแม้ว่าแม้บทสรุปของหนังจะไม่ได้ให้ดอกผลที่แปลกใหม่ใดๆ (ที่ก็คือมนุษย์ยังคงเป็นสัตว์ประเสิรฐและมีศักดิ์ศรีนั้นแหละ)
 
18/12/12 - The Tall Man (Pascal Laugier/ USA, Canada, France/ 2012) - 5/5
    มันเริ่มด้วยความเป็นหนังทริลเลอร์บ้านๆแต่กลับจบท้ายด้วยการโยนคำถามทางศีลธรรมใส่เราคนดูได้อย่างน่าขนลุก!! ดูจบความคิดพรุ่งพล่านมาก หนังตั้งคำถามและพาคนดูไปได้ไกลมาก ความน่าสนใจมากๆของหนังคือการตั้งคำถามหนักๆถึงเรื่องความสัมพันธ์ของมุนษย์ในโลกปัจจุบันว่ามันควรจะมีปัจจัยอื่นๆที่มากกว่าทางสายเลือดหรือเปล่า? มันจำเป็นแค่ไหนที่เราต้องถูกผูกติดกับสิ่งที่เราไม่ได้ต้องการ? แม้เลือกเกิดไม่ได้แต่เรามีสิทธิ์ในการเลือกสิ่งอื่นๆหรือไม่? ในทางกลับกันหนังยังได้ตั้งคำถามถึงความถูกต้องและหวังดีได้อย่างไกลสุดโต่งเพราะเราไม่อาจสามารถประเมินค่าสิ่งเหล่านั้นได้อย่างเต็มปากเต็มคำ

     รับประกันความเจ๋งด้วยผลงานเจ้าของเดียวกับ Martyr หนังที่ติดหนึ่งในที่สุดแห่งปีของเราแน่ๆ
 
22/12/12 - แนท 7 ที เชอรี่ 7 หน (ณภัทร พรายสีเงิน/ ไทย/ 2555) - 0.5/5
     ไม่รู้จะเขียนอะไร เอาเป็นว่าเราคิดว่ายุคทองของแนทและเชอรี่คงจะจบลงเร็วๆนี้แล้วถ้าทั้งสองยังได้รับบทและแสดงอะไรเดิมๆแบบนี้อยู่ที่ซึ่งนักแสดงหน้าใหม่ๆที่เข้าวงการนี้ก็ทำได้ ส่วนเราก็คงดูหนังแนวนี้น้อยลงบ้างละเพราะปีนี้ทั้งปีไม่มีหนังน่าจดจำเลยซักเรื่อง เซ็งจังเบยยยยย
 
 
 
 
23/12/12 - ชัมบาลา (ปัญจพงศ์ คงคาน้อย/ ไทย/ 2555) - 1/5
 
    นอกจากเพลงของพี่เล็กกับนางเอกของซันนี่แล้วเราก็ไม่อยากจะจำอะไรจากหนังอีก มันเพ้อฝันฝุ้งเฝ้อเหลือเกิน ก็เพราะชีวิตมันไม่ได้ง่าย, สวยหรู, เก๋กู๊ดอะไรอย่างนั้นหรอก แถมยิ่งหนังไปอวยศาสนาแบบสุดโต่งอีกมันเลยยิ่งทำให้เราต่อต้านหนังหนักกว่าเดิม ทุกอย่างในทิเบตคือสิ่งดีไปหมดที่สามารถทำให้สิ่งเหี้ยๆหายได้ มันดูด้านเดียวมากๆ ฉากอนันดาเดินแสวงบุญช่วงท้ายเรื่องคือความหลุดพ้นของเราเองที่จะได้รู้ว่าหนังใกล้จบแล้ว (และมันเป็นฉากที่ตลกมาก)
 
 
23/12/12 - Step Up 4: Revolution (Scott Speer/ US/ 2012) - 2/5
    ไม่ใช่ว่าหนังมันดีเสียจนต้องติดตามดูมันซะทุกภาคเพราะเกือบทุกภาคมันก็ใช้เส้นเรื่องเดิมๆ (พระเอกจน นางเอกรวยและความรักข้ามชนชั้น) แต่เปลี่ยนวิธีการเล่าเรื่องและการใส่กิมมิคต่างๆเข้าไปตามกระแสแรงๆในช่วงปีที่หนังเข้าฉาย ซึ่งในภาคนี้มันว่าถึงการเต้น Flash Mob เพื่อปฏิวัติเปลี่ยนแปลงตามชื่อเรื่อง แต่อาจเพราะมันดูเกินจริงไปหน่อยและการเต้นก็ไม่ได้หรือหวาหรือมีอะไรที่ติดตาได้เหมือนภาคก่อนๆ (อย่างภาคสามนี่เราชอบฉากการคารวะหนัง Dancing in the Rain มากๆ) มันเลยกลายเป็นหนังที่ดูได้เพลินๆมากกว่าจะมีอะไรติดไว้ในหัว อนึ่งไอ้หัวหยิกจากภาคก่อนโผล่มาแค่แปปเดียวแต่กูจำได้ติดตา แน่จริงๆมึง
 
23/12/12 - ค่าน้ำนม (นะติ พันธุ์มณี/ ไทย/ 2555) - 0.25/5
 
   หนังหนักสมคำร่ำลือ เหมือนมันคือหนังที่ถูกคิดขึ้นมานานแล้วและรอเวลาเพื่อมาทำลายน้องโบวี่และชุดาภาให้หมดอนาคต เราไม่สามารถเข้าใจอะไรกันอีกแล้ว ด้านๆดุ่มๆไปแบบนี้แหละ  ชั่วโมงสี่สิบนาทีที่ผ่านตาไปมันคือการทดทุกข์ช้ำตรมแกมระเหี่ยใจกับอะไรก็ตามที่เกิดขึ้นในหนัง เศร้าใจ T_T
 
 
 
26/12/12 - Brave (Mark Andrews, Brenda Chapman, Steve Purcell/ US/ 2012) - 3/5
   หนังเรื่องแรกของ Pixer ที่ตัวละครหลักเป็นมนุษย์ซึ่งหนังมันก็ดีอะนะแต่มันกลับไม่ได้ดีเท่ามาตรฐานของ Pixer ที่ควรจะเป็นดั่งที่เราคาดหวัง มันซื่อๆตรงๆและไม่ได้ฉีกตัวออกจากความเป็นเทพนิยายที่รู้เคยรับรู้มากนัก (หรือมันอาจเป็นจุดประสงค์ของผู้สร้างแต่แรกแล้วก็ได้ในการคงกลิ่นอายความเป็นเทพนิยายไว้) ที่สำคัญเราไม่ได้รู้สึกว่ามัน Brave ตรงไหนเลยๆได้แต่สนุกแบบเพลินๆที่ดูจบแล้วก็จบกัน

     ปล. มาหาข้อมุลเพิ่มเติมแล้วก็พบว่าหนังเรื่องนี้แทบจะยกคนจากค่ายดิสนี่ย์มาทำเพียงแต่ใช้บุคคลากรของพิกซาร์ในการผลิตเท่านั้น มิน่าล่ะจุดเด่นที่สุดของมันจึงคือการสร้างผมของตัวเอก :P
 
26/12/12 - ล่าด่วนนรก (พยุง พยกุล/ ไทย/ 2529) - 4/5
    ความน่าสนใจประการแรกของมันคือเราจะได้เห็นภาพของเมืองเหนือในยุคนั้นในหนังเรื่องนี้ (ในที่นี่คือเชียงใหม่) ซึ่งอาจเป็นมุมมองเดียวกับสิ่งที่เราเคยได้ยินมาเมื่อครั้งอดีตอันว่าด้วยเรื่องของสาวเหนือและแหล่งยาเสพติดโดยหนังใช้สิ่งแรกมาเป็นน้ำจิ๋มส่วนสิ่งหลังมาเป็นพล็อตเรื่องอันว่าด้วยการค้าและการปราบปรามการค้ายาเสพติด หนังสนุกมากและมันส์มาก เราชอบที่หนังมันสามารถปิดปมของเรื่องได้ก่อนไปเฉลยในตอนท้ายอันเป็นฉากแอ็คชั้นที่สนุกสุดๆ ยิงกันสนั่น ระเบิดป่าเผากระท่อม สุดตีนมาก แม้ฉากจบเราจะเดาได้ไม่ยากแต่อารมณ์มันพีคไปสุดทางดี หาดูได้ในยูทูปจ้า
 
26/12/12 - ดวงอันตราย (Robert La Force/ ไทย/ 2553) - 3.5/5
 
 
   หนังสนุกว่าที่คิดไว้แหะ มันสอบผ่านในแง่ของหนังจิตวิทยา แม้ว่าเรื่องที่เล่าจะซ้ำเดิมเป็นรอบที่ล้านแปด(เพียงแต่เปลี่ยนชุดและเพิ่มนมตั๊กเข้าไป) และมันจะดีกว่ามากถ้าไม่เสือกขึ้น Text บทสรุปของตัวละครในช่วงท้ายเข้าไป (ประมาณว่าตัวละครได้รับกรรมอะไรต่อไป) เชื่อว่ามันคงโดนบังคับให้ใส่ หนังเลยดร๊อปไปเยอะทีเดียว
 
 
27/12/12 - Yes Or No 2 รักไม่รัก อย่ากั๊กเลย (สรัสวดี วงศ์สมเพ็ชร/ ไทย/ 2555) - 2.5/5
   
     ภาคแรกพูดถึงเรื่องเพศและความรักของเพศทางเลือกไว้ได้ดีมากและซึ้งมาก มาภาคนี้มันเลยเล่าเรื่องแบบหนังรักไปเลย รักสามเศ้าที่คงกะขายแฟนคลับนักแสดงเป็นหลักเราเลยเฉยๆกับหนังเว้นเสียแต่การแสดงของ อภิษฐา คล้ายอุดม ในบทแยม น่ารักดี
 
 
 
 
27/12/12 - 12/12/12 (Jared Cohn/ US/ 2012) - 2/5
 
     Asylum มาแว้วว มาพร้อมซาร่า มาลากุล เลนด้วย จะว่าไปเรายังไม่ได้เห็นหนังที่เอาไอเดียของวันโลกแตกตามความเชื่อของเหล่ามายันมาทำเลย แต่นี่คือหนังที่ว่าถึงวันนั้นที่หนังเล่าเรื่องระหว่างวันที่ 12/12/12 ไปจบที่ 21/12/12 หนังคัลล์และง่องแง่งตามสไตร์ Asylum ดูเพลินๆและนมซาร่า อุ๊บ!
 
 
 
28/12/12 - ทวิภพ Director's cut (สุรพงษ์ พินิจค้า/ ไทย/ 2547) - 5+++++/5
     ดีใจเป็นที่สุดที่ได้ดูหนังเวอร์ชั่นนี้เสียที แถมได้ดูในโรงด้วย น้ำตาไหลพรากๆ

     เราได้ดูเวอร์ชั่นปกติเมื่อนานมาแล้ว นานขนาดที่ว่าความคิดความอ่านมากมายหลายอย่างของเราเองเปลี่ยนไปเยอะมากแล้วเหมือนกัน จำได้บางส่วนนอกเหนือจากความโดดเด่นในงานสร้างอันประณีตและการตีความใหม่ของตัวบทประพันธ์คือการที่หนังใช้ความเป็นชาตินิยมไทยมาวิภากษ์วิจารณ์ประเทศไทยเองอย่างตรงไปตรงมาแต่ก็ยังคงอยู่ในกรอบและบริบทที่เราเคยรับรู้และเชื่อถือ(ในขณะนั้น) ซึ่งก็ยังไม่รู้ว่าถ้าเราเอาหนังเวอร์ชั่นปกติมาดูอีกทีในตอนนี้จะรู้สึกต่างจากเดิมมากน้อยเพียงใดแค่ไหน เอาเป็นว่าไม่ขอเปรียบเทียบกับเวอร์ชั่นนี้แล้วกัน

     ในฉบับตัดต่อของผู้กำกับนี้ (ซึ่งได้ดูในเวลาปัจจุบัน) เราพบว่าหนังมันไม่ได้สุดกู่เหมือนเวอร์ชั่นปกติ(ที่พอเราจะจำความได้บ้าง) เราพบว่าทุกสิ่งต่างๆในเรื่องมันถูกดำริขึ้นมาด้วยเหตุและผลที่แม้ว่าเราจะเห็นด้วยหรือไม่ หนังมันก็มักจะนำเอาชุดข้อมูลอีกชุดหนึ่งมาหักล้างและตั้งคำถามใหม่ได้เสมอๆ มันอาจคือวิธีการเดียวกันกับการศึกษาประวัติศาสตร์ การศึกษาความจริงจากความคิดเห็นอื่นอันหลากหลาย(ในรุปของประวัติศาสตร์ที่พื้นฐานของมันไม่ใช่ความจริงแท้อยู่แล้ว ในที่นี่คือบันทึกวัวอียา) จนก่อเป็นคำถามมากมายอันนำไปสู่การค้นหาคำตอบจนกลายมาเป็นอีกหนึ่งประวัติศาสตร์ที่ถูกสร้างขึ้นมาอย่างหนังเรื่องนี้ มณีจันทร์มีความเป็นไทยในความคิดแต่เราจะเชื่อได้มากเท่าไรเมื่อรูปลักษณ์ของเธอเป็นอื่น(เชกเช่นเดียวกับเหล่าคุณหลวงทั้งหลายที่เห็นเธอเป็นตัวอันตรายเพราะพูดภาษากังกฤษและฝรั่งเศษได้) ประเทศไทยเป็นเอกราชก็ไม่ได้แปลว่ามันจะทำให้ประเทศเจริญขึ้น กลับกันเราเสียความเป็นไทยไปก็ไม่ได้แปลว่าชาติจะล่มจม และโดยแท้แล้วเอกราชนั้นอาจไม่ได้มาจากความสามารถใดๆของใครๆเลยก็ได้ มันอาจเป็นแค่เพียงแผนการหรือภาวะ ณ ขณะนั้นมากกว่าที่ทำให้ได้ผลออกมาดั่งที่เรารับรู้ แน่นอนทุกเรื่องที่เราเคยรับรู้อาจไม่ใช่ความจริงทั้งมวล มันอาจเป็นเพียงการเขียนประวัติศาสตร์ของคนเพียงบางกลุ่มเพื่อประโยชน์ในบางอย่างและหนังเรื่องนี้มันก็ใช้วิธีการแบบนั้น มันเลยกลายเป็นหนังที่เล่นกับเรื่องการศึกษาประวัติศาสตร์ได้อย่างชาญฉลาดและคมคายมากๆ

     คงต้องเอาเวอร์ชั่นเก่ามาดูอีกรอบและหาทางดูเวอร์ชั่นนี้อีกรอบเพราะรู้สึกว่ามันมีอีกหลายเรื่องที่เรายังคิดไม่แตก (แล้วก็ไปอ่านที่ชญานินเขียนทั้ง "ภัยของมณีจันทร์" ในวารสารหนังไทยเล่มล่าสุดกับ ที่นี่ อีกรอบด้วย)

     อนึ่ง การได้เห็นภาพการอธิบายเรื่องเครื่องบินชนตึกเวิร์ลเทรดในเหตุการณ์ 911 ในหนังพีเรียดไทยนั้นเป็นความน่าตื่นเต้นยิ่งนัก
 
31/12/12 - เคาท์ดาวน์ (นัฐวุฒิ พูนพิริยะ/ ไทย/ 2555) - 1.5/5
    โดนหลอกให้เข้าไปฟังการเทศนาสอนธรรม น่าตลกที่เรารู้สึกว่าหนังมันผิดศีลข้อ 4 ตลอดเวลาเพราะว่ามึงหลอกกู มึงมุสาเหลือขนา ตอแหลเหลือขนาด จะว่าไปหนังก็เก่งดีเหมือนกันนะที่ยัดความสว่างแบบแยงตาลงไปในหนังมืดๆแบบนี้จนทำให้มันกลายเป็นหนังที่อิหลักอิเหลื่อเหลือเกินโดยเฉพาะบทสรุปของหนังที่ทำเอากูอยากทำผิดศีลข้อ 1 ฉิบหายเลย เอาเป็นว่าส่วนที่ดีของหนังคือความสุขในการอยากผิดศีลข้อ 5 เพื่อเมาปุ้นกับเฮซุสและการอยากผิดศีลข้อ 3 กับเต้ย จรินทร์พร (อันนี้คือคำชม)