27/03/12 - The Hunger Game (Gary Ross/ US/ 2012)
 
 
     หลังจาก "เฉือน" หนังที่เคยทำให้เราออกจากโรงมาด้วยความอื้ออึง ทบทวนสิ่งที่เพิ่งผ่านแข้ามาในสมอง ขับรถด้วยความเงียบเชียบที่สุดพร้อมน้ำตาที่ค่อยๆเอ่อออกมา แต่แล้วหนังเรื่องนี้ก็ทำให้เราเกิดอาการนั้นอีกครั้ง (แน่นอน มันโรแมนติกไซซ์แน่ๆ โปรดใช้วิจารณาญ)
 
นี่เป็นหนังที่เศร้ามากสำหรับเรา
 
     แน่นอนสิ่งที่ชัดแจ้งที่สุดของมันคือการวิภาคอำนาจรัฐ การปกครองที่ไร้ความเป็นธรรมและมนุษย์ธรรม ทุนนิยมและบริโภคนิยมสมบูรณ์ที่สะท้อนออกมาเป็นเกมผู้ล่าที่ไม่ต่างจากเรียลลิตี้โชว์เพื่อก้าวไปคว้าดาว แต่น่าเศร้าที่มันไม่ได้สว่างสดใสแบบนั้น(ที่ชื่อหนังก็บอกเป็นนัยๆอยู่แล้ว) ทุกอณูเฟรมของหนังล้วนถูกปกคลุมไปด้วยความหม่นเศร้า มันไร้ทางออกตั้งแต่ต้นยันจบแถมยิ่งหนังดำเนินไป การปรับตัวต่างๆของตัวละครยิ่งทำให้กรอบมันแคบลงไปอีกจนมันไปแคบแบบรัดตัวเมื่อหนังจบลงเพราะเอาเข้าจริงแล้วทุกสิ่งอย่างที่หนังเรื่องนี้มอบให้คือ "สิ่งสมมุติ"  (ในบริบทของหนัง ไม่ใช่กับเรื่องจริง)
 
 
     หนังเรื่องนี้เต็มไปด้วยสิ่งสมมุติทั้งสิ้น ทั้งสิ่งสมมุติภายนอกอย่างอย่างสภาพแวดล้อมของเกม การปั้นหน้าแต่งกายเสริมจุดเด่น การแสดงออก หรือแม้แต่สภาพบ้านเมืองของเขต 12 (จริงหรือไม่ที่มันคือการสนองตอบความต้องการของส่วนกลางอย่างแคปปิทอล) แต่สิ่งที่มันส่งผลกระทบมากที่สุดกับคนดูอย่างเราคือการสร้างสิ่งสมมุติภายในที่ค่อยๆเข้าครอบงำกัดกินตัวละครที่ละน้อยๆที่ร่ายยาวไปถึงเรื่องความรักทั้งนี้ก็เพื่อจุดประสงค์ของความอยู่รอดล้วนๆ แน่นอนเราสามารถแทนค่าไอ้สิ่งสมมุตินี้ได้หลากหลายมากมาย แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นธีมของเรื่องและเป็นส่วนสำคัญที่สุดที่หนังเรื่องนี้ต้องการนำเสนอคือเรื่องของ "ความหวัง"
 
"ความหวังคือสิ่งๆเดียวที่ทรงอานุภาพมากกว่าความกล้ว"
 
     ผู้นำของเดอะแคปปิทอลได้กล่าวไว้ในช่วงหนึ่งของหนัง หากมองผิวเผินมันช่างเป็นประโยคที่แสนชโลมจิต จุดแสงสว่างให้เกิดขึ้นภายใน แต่เมื่อพิจารณาว่ามันถูกปล่อยออกมาจากปากของผู้คุมส่วนกลาง แน่นอนนัยยะของมันย่อมต่างจากที่เราเข้าใจเพราะถึงที่สุดแล้วความหวังก็ได้กลายเป็นอีกหนึ่งสิ่งสมมุติไป ก็เพราะไอ้ความหวังนี้มิใช่หรือที่ทำให้ชีวิตของทั้ง 12 เขตยังคงเป็นแบบนี้ เป็นเบี้ยล่างทาสรับใช้ของแคปปิทอล ฝันถึงชีวิตที่ดี ฝันถึงการเปลี่ยนแปลงที่อาจจะเกิดขึ้นในสักวัน เอาเข้าจริงความหวังได้กลับกลายเป็นเครื่องมือในการควบคุมที่ทรงอานุภาพรุนแรงมากที่สุดไม่แพ้กับความกลัวหรอก มันอาจจะรุนแรงมากกว่าด้วยซ้ำเพราะมันคือการควบคุมด้วยตัวของผู้ถูกควบคุมเสียเอง
 
     ดังนั้นเมื่อเมื่อหนังพาเราไปในแนวทางนี้ ตอนจบของหนังมันจึงเป็นความเจ็บปวดอันรุนแรง หากหนังให้ทั้งสองกินเบอร์รี่ตายกันไปซะหนังจะดูใจดีขึ้น แต่การให้ทั้งสองต้องมีชีวิตอยู่ต่อไปในโลกแบบนี้ ความสมมุติที่ปกคลุมแบบนี้มันเป็นเรื่องน่าเศร้า มันรับประกันไม่ได้หรอกว่าชีวิตมันจะดีขึ้นเพราะแม้แต่ความหวังยังเป็นเรื่องลมๆแล้งๆ การกลับมาอย่างสงบสุขคงไม่มีวันเกิดขึ้น เป็นความไร้ทางออกโดยสมบูรณ์ เพราะความจริงหนึ่งเดียว(ทางออกหนึ่งเดียว)ในหนังเรื่องนี้คือ "ความตาย"
 

 
Gary Ross เคยทำเราน้ำตาซึมมาแล้วครั้งหนึ่งจาก Pleasantville แน่นอนเขาเก่งมากในการเล่าเรื่องและจังหวะจะโคน เราชอบที่เขาลดความรุนแรงของภาพลงแต่ยังคงไว้ซึ่งความรุนแรงภายในด้วยเทคนิคการสั่นกล้องในจังหวะแห่งการฆ่าฟันกัน ใช้กล้องแฮนด์เฮลเพื่อความดิบของตัวเรื่องและยังคงใช้พลานุภาพของสีในการแยกแยะความต่างของหลายๆสิ่ง (อันนี้ชอบมาก)
 
ท้ายสุด หลังจากที่เคยทำให้เราแทบคลั่งจาก Winter's Bone หนังที่ทำให้เรากลายเป็นแฟนบอยของ เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ ด้วยความเต็มใจ หนังเรื่องใดที่มีเธออยู่จะได้คะแนนพิศวาทเป็นพิเศษไปโดยปริยาย (อันเป็นที่มาของการเลือกใช้โปสเตอร์แฟนเมดใบนี้) การแบกหนังไว้ทั้งเรื่องของเธอในหนังเรื่องนี้เป็นอะไรที่น่าจดจำ เราชอบสายตาของเธอในการสื่อสารกับผู้ชม ชอบการเคลื่อนไหว เอาเป็นว่าเธอทำอะไรก็โดนใจไปซะหมด น่าเสียดายที่ จอช ฮัทเชอร์สัน   ดูไม่เหมาะกับน้องเจนเอาเสียเลยให้ตายเถอะ
 
จะ Battle Royale ก็ช่าง จะ Twilight ก็ไม่สน นี่เป็นหนึ่งหนังที่จะติดในลิสปลายปีของเราแน่นอน
 
5+++/5
 
 

Comment

Comment:

Tweet

ตอนแรกไม่ได้คิดจะดูเลย

แต่เห็นคะแนนแล้วคงไม่พลาดแล้วหล่ะครับ open-mounthed smile

#3 By Navagan (110.77.248.27) on 2012-03-31 01:02

ชอบหนังเรื่องนี้ก็แล้ว
แต่ไม่เท่า
ชอบบทวิจารณ์ของคุณ

big smile

#2 By [[ FunGi ]] on 2012-03-29 23:45

เราชอบฉากที่เด็กคนหนึ่งตายมาก ๆ มันสะเทือนเราไปหมด

ยิ่งฉากต่อมาที่มวลชนต่างลุกฮือนี่ เอาตายเลย

น่าเสียดายที่เราไม่ได้ชอบหนังขนาดนั้น เพราะอะไร ๆ ที่ตามมาหลังจากนั้นนั่นล่ะ (Josh Hutcherson ด้วย)

#1 By keaaaa on 2012-03-28 16:57