01/02/12 - ลัดดาแลนด์ ไขปมพิษวาส (เม้าท์ สุวรรณา/ ไทย/ 2554) - 1.5/5
     แรกๆดูไปก็นิยามให้มันไปเลยว่ามันคือ "ผู้หญิง 5 บาป ภาค3" คือมันเดินไปตามสูตรหนังเรื่องนั้นเป๊ะเลยแบบตรงไปตรงมา(และบ้านๆ) ก็คือการจับสาวๆมาขังแล้วให้มาเล่าเรื่องเซ็กซ์บาปๆก่อนตัดสินใจว่าจะฆ่าทิ้งหรือปล่อยไป แต่แม่งเสือกมาพีคตรงที่มันย้อนกลับมากัดไอ้หนังต้นแบบๆกวนตีนสุดฤทธิ์เพราะทำไปทำมานี่อาจคือต้นฉบับของหนังชุดที่ว่านั่น
     หนังไม่ค่อยมีอะไรให้น่าจดจำนัก ถ้าจะเว้นไว้ซักคนก็คงเป็นเรื่องของผู้หญิงที่ชอบคนชั้นที่ต่ำกว่า (เพราะ "พวกเขาจะมองชั้นเป็นนางฟ้า") ซึ่งพอถึงที่สุดเธอก็ฆ่าคู่ขาทิ้งแบบไม่ใยดี เจ็บดีๆ
 
04/02/12 - Top Secret วัยรุ่นพันล้าน (ทรงยศ สุขมากอนันต์/ ไทย/ 2554) - 2/5
     รู้สึกเฉยๆกับหนังมากๆ เหมือนมันเล่าไปเรื่อยๆไม่ได้มีจุดขึ้นลงทางอารมณ์ใดๆเลย (หรือจริงๆมันมีแต่เราไม่รู้สึกเอง?) ทุกอย่างราบเรียบไปหมด เป็นหนังเล่าประวัติบุคคลที่แสนธรรมดาและขาดสเน่ห์ มันไม่ได้ทำให้คนดู(ซึ่งอาจแค่เราคนเดียว)รู้สึกถึงแรงใจหรือแรงขับใดๆเลย หรืออาจเป็นเพราะเรารู้ถึงชีวิตของ "ต๊อบ" ตั้งแต่ต้นก่อนดูอยู่แล้วๆหนังมันก็เดินไปตามทางที่เรารู้(อาจเพิ่มโน่นนี่ นั่นเข้าไปหน่อย)ไปจนจบเรื่อง
     อีกอย่างคือหนังมันเหมือนตัดเป็นตอนๆไปแบบซ้ำๆกัน จากเริ่มต้นทำ ไปสู่การดำเนินการทำ แล้วก็จบกับผลของการกระทำ เป็นลูปแบบนี้ไปจนจบที่สำเร็จขึ้นมาในลูปสุดท้ายอันทำให้อดคิดไม่ได้ว่าหนังเลี่ยงที่จะไม่พูดในบางเรื่องหรือเปล่า?เพราะมันไม่น่าจะเป๊ะแบบนี้ไปตลอด (อันหมายถึงชีวิตจริงๆด้วยอะนะ)
     น่าตลกที่ฉากที่เราชอบที่สุดคือฉากยืนเคารพธงชาติตอนหกโมงเย็น คือเราอาจได้เห็นการยืนเคารพธงชาติในหนังกระแสหลักน้อยเรื่องมากๆ ยิ่งเรื่องนี้มันมาด้วยอารมณ์ไม่ค่อยสู้ดีนักด้วยเ้ราเลยชอบมันเป็นพิเศษ (ซึ่งหน้าคนเขียนบทก็เด้งขึ้นมาเลยทันที 555+)
     อนึ่ง ชอบการแสดงของ "อาเปี๊ยกโปสเตอร์" มากๆ อบอุ่นดี ^^
 
07/02/12 - Secretary (Steven Shainberg/ US/ 2002) - 5/5
    หนังรสชาติแปลกประหลาดที่ไม่ค่อยคุ้นลิ้น แต่หากได้ทำความคุ้นเคยกันซักพักและไหลไปตามการกระทำที่ไม่คุ้นนี้ไปได้แล้วล่ะก็ความบันเทิงจะมาเยี่ยมเยือนในทันที หนังเล่นกับเรื่องเจ้านาย-ลูกน้อง, นาย-บ่าว, ผู้กระทำ-ผู้ถูกกระทำรวมไปถึงซาดิสม์-มาโซคิสม์ได้อย่างสนุกมือ (ฉากพิสูจน์ความรักนั้นสุดมาก) จะว่าไปเนื้อในจริงๆของมันก็คือสิ่งที่เราๆท่านๆทำๆกันนั้นแหละเพียงแต่ฉาบหน้ามันเข้าไปด้วยการกระทำที่ต่างจากคนทั่วไปเท่านั้นเอง ซึ่งหากมองในแง่นี้มันก็คือหนังรักดีๆนี่เอง!
     องค์ประกอบหนึ่งที่น่าสนใจคือเสียงพิมพ์ดีดที่แทรกอยู่ในทุกอณูของหนัง ในแง่หนึ่งมันก็น่ารำคาญที่ตัวละครทำอะไรก็ตามต้องมีเสียงพิมพ์ดีดขึ้นมา ตลอดเวลา แต่หากเมื่อมองว่าการพิมพ์ดีดคือการกระแทกของหัวพิมพ์ัอักษรเข้ากับกระดาษผ่านผ้าหมึก เราก็จะได้ภาพแทนของ S&M ได้อย่างน่าสนใจ กล่าวคือ ตัวนางเอกนั้นก็ไม่ต่างจากกระดาษที่เป็นผู้โดนกระทำ (ซึ่งเธอก็บ่ยั่นเพราะเธอเป็นมาโซคิสม์!) ส่วนผลของการกระทำคือความปราถนาของเธอเองที่แม้จะมีความผิดพลาดไปบ้างแต่ก็ยังคงก้าวถึงความสละสรวยอันก่อเกิดเป็นความหมายใหม่ที่เป็นดั่งชีวิตใหม่ของเธอเอง เชกเช่นจดหมายที่เธอพิมพ์อยู่ทุกวี่วัน
     ฉากจบสายตาของลีห์เหมือนจะบอกกับคนดูว่า "ถึงกูจะไม่ปกติในมาตรฐานของพวกมึง แต่กูมีความสุขมากกว่ามึงแน่นอน"
 
12/02/12 - The Sorcerer and the White Snake (Siu-Tung Ching/ China, Hong Kong/ 2011) - 1/5
    ผิดหวังสุดติ่ง นี่ถ้ามีบอกซักนิดว่าจะขายสเปเชียลเอฟเฟ็คแบบไม่บันยะบันยังแบบนี้ก่อนก็ดี เราจะได้ไม่หยิบมาดู เพลียมาก มันกลายเป็นเรื่องราวแฟนตาซีแบบไร้สเน่ห์ไปโดยสิ้นเชิง ไม่แม้แต่จะสามารถทำให้เราเชื่อกับความรักระหว่างชาติพันธ์นี้ได้ซึ่งจะว่าไปมันก็มีเรื่องราวอันว่าด้วยชนชั้นและการควบคุมตามกฏของสังคมอยู่ให้คิดตามได้น่าสนุกแต่เพราะความเยอะไปขององค์ประกอบอื่นนั้นมันบดบังส่วนดีต่างๆนาๆนั้นจนแทบมิด และที่โกรธมากและยากจะให้อภัยคือการขังวิเวียน ชู ให้หายไปเลยตั้งแต่ต้นเรื่อง อันนี้เคืองมากเพราะเธอคือสิ่งแรกที่เราอยากดู (ไม่ใช่หวงเซิ่งอี)

12/02/12 - Jaws in Japan (John Hijiri/ Japan/ 2010) - 2/5
    หากให้พูดถึงค่ายหนังแดนอาทิตย์อุทัยอย่าง Jolly Roger สิ่งที่ป๊อปขึ้นมาในหัวหลายคนก็คงคือนางเอกสาวงามหุ่นสบึมส์และพล๊อตเรื่อง ที่แหกขนบสุดขั้วที่เรียกได้ว่าไปไม่ถูกกลับไม่เป็นเลยทีเดียวไม่เว้นแม้แต่หนังฉลามยักษ์บุกญี่ปุ่นเรื่องนี้ แรกดูไปมันคือหนัง Suspense Thriller อันว่าด้วยการพบม้วนวีดีโอที่บันทึกการฆาตกรรมโหดไว้โดย 2 สาวผู้โชคร้ายซึ่งหนังก็เอื้อละเหยลอยชายไปในแนวทางนี้สลับกับการโชว์สบึมของสาวๆขาวๆในชุดว่ายน้ำ (ที่ตลกมากคือมึงอาบน้ำแต่มึงไม่ยักจะถอดชุดว่ายน้ำ ถูสบู่ไปทั้งใส่มันยังงั้นเลย) แล้วพอก่อนจะจบที่หนังพาไปพบว่าทั้งสองกำลังกลายเป็นเหยื่อคนใหม่ของการฆาตกรรมนี้ อยู่ดีๆมันก็เกิดปรากฏการณ์เหวอแดกขึ้นมาทันที (ไม่บอกว่าคืออะไร ไปลองหามาดูกันเองเถอะ รับรองว่ามีอ้าปากค้าง) ซึ่งคะแนนที่ให้ก็เพราะไอ้ความกล้า (แบบด้านๆ) ตรงนี้แหละ (ฮา)
 
13/02/12 - Capitalism: A Love Story (Michael Moore/ US/ 2009) - 4.5/5
    ในชั่วโมงและยุคสมัยนี้คงไม่มีใครทำสารคดีที่สนุก(และจูงจมูกได้เก่งกาจ มาก)อย่างพี่ไมเคิล มัวร์อีกแล้วกระมั๊งเพราะพี่แกเล่นใส่ทั้งข้อมูลแบบเต็มเปี่ยมประกอบกับความ บ้าบิ่นส่วนตัวในการเจาะลึกในประเด็นที่ต้องการจะได้คำตอบจนก่อให้เกิดหนังสารคดี(แบบเอียงๆ)อันเปี่ยมไปด้วยพลังและความน่าติดตามแบบไม่มีเบื่อออกมา หลายต่อหลายเรือง
     หนังพาเราร่วมขุดคุ้ยไปหาสาเหตุของความล่มสลายทางการเงินของอเมริกาในช่วงรัฐบาลบุจจูเนียร์ที่สนับสนุนเต็มที่กับระบบทุนนิยมเสรีจนก่อให้เกิดเป็นความฉิบครั้งใหญ่ของประเทศ ขุดคุ้ยลงลึกไปถึงการกำเนิดของระบบทุนนิยมและผลกระทบต่างๆของระบบนี้ต่อประชาชนทั่วไปรวมไปถึงเล่ห์กลหลากหลายที่กลุ่มคนเพียงหยิบมือนำมาใช้หาประโยชน์กับประชาชนตาดำๆ หนังเดินหน้าเล่าด้วยความเอียงขวาแบบสุดโต่งตามสไตล์ผู้กำกับซึ่งแน่นอนบุจและรัฐบาลของเขาคือซาตานแบบชัดเจน ส่วนโอบาม่าก็กลายเป็นเทวดาที่เปล่งแสงแห่งความหวังไป (ซึ่งตอนนี้ก็คงรู้แล้วว่าผลออกมาเป็นอย่างไร)
     จะว่าไปหากตัดบริบทบางอย่างที่เกี่ยวกับอเมริกาออกไปแล้วนำมาเทียบเคียงกับบ้านเราแล้วก็จะพบอะไรหลายๆอย่างที่สามารถแนบกับได้แทบจะสนิทไร้รอยทั้งเรื่องชนชั้น, การเมือง, ประชาธิปไตย, ทุนนิยมเสรี เยอะแยะไปหมด
 
16/02/12 - A Separation (Asghar Farhadi/ Iran/ 2011) - 5++++++/5
   เรียกได้ว่ามันไม่มีส่วนไหนที่เราสามารถติได้เลย มันลงตัว เฟอร์เฟกค์และไปได้สุดทาง ทุกอย่างในหนังเรื่องนี้คือความสมบูรณ์แบบที่ทำเราทึ่งตลอดสองชั่วโมงนิดๆตั้งแต่ต้นยังจบ (ทั้งๆที่ทำงานเหนื่อยมาตลอดวัน) ต้องขอกราบบทหนังแบบงามๆจริงๆที่ให้ภาพของตัวละครทุกตัวเป็นสีเทา ไม่ดำและไม่ขาวเกินไป ซึ่งเป็นสิ่งที่ใช่กับความเป็นมนุษย์ปุถุชนมากๆ หนังใช้วิธีการโยนคำถามใส่ผู้ชมตลอดเวลาจนอาจกล่าวได้ว่าผู้ดูนั้นได้กลาย เป็นหนึ่งผู้ตัดสินชีวิตของพวกเขาไปโดยปริยายแล้ว (ดูจบก็คิดไปเรื่อยว่าหากสามี-ภรรยาคู่นี้ไม่ไปโรงพยาบาลเพื่อไปเยี่ยมแม่บ้านซะอย่างทุกอย่างก็จบ แต่พอมานั่งคิดต่อไปก็พบว่าตัวเราเองนั้นได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวและตัวละครไปเสียแล้วเพราะการตัดสินของเรานั่นเอง) แถมยังมีเรื่องของการเอาตัวรอด, ศีลธรรมอันดี, ความหวังดี, การหลอกลวง, ความรัก, ความรุนแรง เยอะแยะมากมายไปหมด ซึ่งสิ่งที่หนังไปได้สุดมากๆคือการบอกว่าทุกสิ่งอย่างในการกระทำหรือผลของมันนั้นเหมือนเหรียญที่มีสองด้านที่มีรายละเอียดความสำคัญเท่าๆกันทั้งสองด้านและการเลือกสรุปทุกสิ่งในหนังแบบปลายเปิดนั้นทำให้หนังไปได้ไกลมากจริงๆ สุดยอดมาก
     เหนือสิ่งอื่นในหนังยังให้ภาพสภาพเมืองและสังคมอิหร่านได้อย่างน่าสนใจ สำหรับคนที่ไม่ค่อยมีความรู้มากนักอย่างเรา ทั้งเรื่องการเมือง, สังคม, ชนชั้น, การกดขี่ทางเพศ, ความเคร่งในศาสนา,  ความอยุติธรรม ผ่านภาวะแวดล้อมที่ตัวละครต้องประสบพบเจอ แม้แต่เรื่องเล็กๆอย่างเครื่องนุ่งห่มก็ยังสามารถสะท้อนอะไรได้มากมาย
      ตัวละครที่เราอินมากคือตัวละครเด็กทั้งสอง คือแค่มารับรู้ปัญหาของผู้ใหญ่(ที่ไม่มีวันเข้าใจได้)ก็แย่พออยู่แล้ว แต่การที่ต้องมารับแรงกดทับขนาดอนันต์ของปัญหานั้นเป็นสิ่งที่เกินวัยเิกินไป พวกเธอคือเหยื่อที่พยายามให้ตายก็ไม่พ้นวังวน
     นี่เป็นหนังที่ดูสนุกมากและน่าติดตามแบบสุดๆ ผกก ฉกาจมากที่สามารถสะกดคนดูได้อยู่มือ ไม่มีช่วงไหนเลยที่น่าเบื่อเพราะถ้ามันเริ่มจะไปทางนั้นหนังก็ยิงหมัดฮุกเข้ามาที่ปลายคางเสมอๆ
     สุดท้ายอยากบอกว่า นี่จะเป็นหนังที่ตอนจบทรงพลังที่สุดของปีอย่างแน่แท้
     มันเป็นหนังที่ "ต้องดู" จริงๆ
 
17/02/12 - Project Nim (James Marsh/ US, UK/ 2011) - 4.5/5
   กล่าวกันว่าลิงชิมแพนซีเป็นสัตว์สายพันธ์ที่ใกล้เคียงกับมนุษย์ที่สุด แล้วมันจะเกิดอะไรขึ้นหากเรานำชิมแพนซีมาทดลองโดยการเลี้ยงแบบมนุษย์ สอนภาษาแบบมนุษย์และจำลองทุกอย่างๆที่มนุษย์ทำ? นี่คือหนังสารคดีที่เข้าไปเจาะลึกถึงการทดลองนั้นเมื่อยุค 70 โดยพาเราไปรู้จักกับผู้คนรอบข้างในโปรเจคท์นี้ที่ก่อร่างด้วยแนวคิดที่น่าสนใจและดูเหมือนจะไปได้สวย แต่ในความสำเร็จนั้นกลับเต็มไปด้วยความไร้สาระ เห็นแก่ตัวและเจ็บปวดและเมื่อถึงที่สุดความต้องการอันหลากหลายมลายหายไปแต่ความเจ็บปวดยังคงอยู่
   ใช่! นี่คือหนังที่วิภากษ์ความไร้สาระและความทะเยอทะยานอยากของมนุษย์อย่างเราๆ แน่นอนมันอาจไม่ใช่ความคิดที่ผิดสำหรับบางคน แต่การคิดว่ามันคือสิ่งยิ่งใหญ่ที่ต้องทำนั้นบางทีมันก็ไม่ถูกต้องนักในแง่ที่มองว่าเราคือสิ่งมีชีวิตเหมือนกัน (ที่การนี้มันห่างกันแค่ร