01/02/12 - ลัดดาแลนด์ ไขปมพิษวาส (เม้าท์ สุวรรณา/ ไทย/ 2554) - 1.5/5
     แรกๆดูไปก็นิยามให้มันไปเลยว่ามันคือ "ผู้หญิง 5 บาป ภาค3" คือมันเดินไปตามสูตรหนังเรื่องนั้นเป๊ะเลยแบบตรงไปตรงมา(และบ้านๆ) ก็คือการจับสาวๆมาขังแล้วให้มาเล่าเรื่องเซ็กซ์บาปๆก่อนตัดสินใจว่าจะฆ่าทิ้งหรือปล่อยไป แต่แม่งเสือกมาพีคตรงที่มันย้อนกลับมากัดไอ้หนังต้นแบบๆกวนตีนสุดฤทธิ์เพราะทำไปทำมานี่อาจคือต้นฉบับของหนังชุดที่ว่านั่น
     หนังไม่ค่อยมีอะไรให้น่าจดจำนัก ถ้าจะเว้นไว้ซักคนก็คงเป็นเรื่องของผู้หญิงที่ชอบคนชั้นที่ต่ำกว่า (เพราะ "พวกเขาจะมองชั้นเป็นนางฟ้า") ซึ่งพอถึงที่สุดเธอก็ฆ่าคู่ขาทิ้งแบบไม่ใยดี เจ็บดีๆ
 
04/02/12 - Top Secret วัยรุ่นพันล้าน (ทรงยศ สุขมากอนันต์/ ไทย/ 2554) - 2/5
     รู้สึกเฉยๆกับหนังมากๆ เหมือนมันเล่าไปเรื่อยๆไม่ได้มีจุดขึ้นลงทางอารมณ์ใดๆเลย (หรือจริงๆมันมีแต่เราไม่รู้สึกเอง?) ทุกอย่างราบเรียบไปหมด เป็นหนังเล่าประวัติบุคคลที่แสนธรรมดาและขาดสเน่ห์ มันไม่ได้ทำให้คนดู(ซึ่งอาจแค่เราคนเดียว)รู้สึกถึงแรงใจหรือแรงขับใดๆเลย หรืออาจเป็นเพราะเรารู้ถึงชีวิตของ "ต๊อบ" ตั้งแต่ต้นก่อนดูอยู่แล้วๆหนังมันก็เดินไปตามทางที่เรารู้(อาจเพิ่มโน่นนี่ นั่นเข้าไปหน่อย)ไปจนจบเรื่อง
     อีกอย่างคือหนังมันเหมือนตัดเป็นตอนๆไปแบบซ้ำๆกัน จากเริ่มต้นทำ ไปสู่การดำเนินการทำ แล้วก็จบกับผลของการกระทำ เป็นลูปแบบนี้ไปจนจบที่สำเร็จขึ้นมาในลูปสุดท้ายอันทำให้อดคิดไม่ได้ว่าหนังเลี่ยงที่จะไม่พูดในบางเรื่องหรือเปล่า?เพราะมันไม่น่าจะเป๊ะแบบนี้ไปตลอด (อันหมายถึงชีวิตจริงๆด้วยอะนะ)
     น่าตลกที่ฉากที่เราชอบที่สุดคือฉากยืนเคารพธงชาติตอนหกโมงเย็น คือเราอาจได้เห็นการยืนเคารพธงชาติในหนังกระแสหลักน้อยเรื่องมากๆ ยิ่งเรื่องนี้มันมาด้วยอารมณ์ไม่ค่อยสู้ดีนักด้วยเ้ราเลยชอบมันเป็นพิเศษ (ซึ่งหน้าคนเขียนบทก็เด้งขึ้นมาเลยทันที 555+)
     อนึ่ง ชอบการแสดงของ "อาเปี๊ยกโปสเตอร์" มากๆ อบอุ่นดี ^^
 
07/02/12 - Secretary (Steven Shainberg/ US/ 2002) - 5/5
    หนังรสชาติแปลกประหลาดที่ไม่ค่อยคุ้นลิ้น แต่หากได้ทำความคุ้นเคยกันซักพักและไหลไปตามการกระทำที่ไม่คุ้นนี้ไปได้แล้วล่ะก็ความบันเทิงจะมาเยี่ยมเยือนในทันที หนังเล่นกับเรื่องเจ้านาย-ลูกน้อง, นาย-บ่าว, ผู้กระทำ-ผู้ถูกกระทำรวมไปถึงซาดิสม์-มาโซคิสม์ได้อย่างสนุกมือ (ฉากพิสูจน์ความรักนั้นสุดมาก) จะว่าไปเนื้อในจริงๆของมันก็คือสิ่งที่เราๆท่านๆทำๆกันนั้นแหละเพียงแต่ฉาบหน้ามันเข้าไปด้วยการกระทำที่ต่างจากคนทั่วไปเท่านั้นเอง ซึ่งหากมองในแง่นี้มันก็คือหนังรักดีๆนี่เอง!
     องค์ประกอบหนึ่งที่น่าสนใจคือเสียงพิมพ์ดีดที่แทรกอยู่ในทุกอณูของหนัง ในแง่หนึ่งมันก็น่ารำคาญที่ตัวละครทำอะไรก็ตามต้องมีเสียงพิมพ์ดีดขึ้นมา ตลอดเวลา แต่หากเมื่อมองว่าการพิมพ์ดีดคือการกระแทกของหัวพิมพ์ัอักษรเข้ากับกระดาษผ่านผ้าหมึก เราก็จะได้ภาพแทนของ S&M ได้อย่างน่าสนใจ กล่าวคือ ตัวนางเอกนั้นก็ไม่ต่างจากกระดาษที่เป็นผู้โดนกระทำ (ซึ่งเธอก็บ่ยั่นเพราะเธอเป็นมาโซคิสม์!) ส่วนผลของการกระทำคือความปราถนาของเธอเองที่แม้จะมีความผิดพลาดไปบ้างแต่ก็ยังคงก้าวถึงความสละสรวยอันก่อเกิดเป็นความหมายใหม่ที่เป็นดั่งชีวิตใหม่ของเธอเอง เชกเช่นจดหมายที่เธอพิมพ์อยู่ทุกวี่วัน
     ฉากจบสายตาของลีห์เหมือนจะบอกกับคนดูว่า "ถึงกูจะไม่ปกติในมาตรฐานของพวกมึง แต่กูมีความสุขมากกว่ามึงแน่นอน"
 
12/02/12 - The Sorcerer and the White Snake (Siu-Tung Ching/ China, Hong Kong/ 2011) - 1/5
    ผิดหวังสุดติ่ง นี่ถ้ามีบอกซักนิดว่าจะขายสเปเชียลเอฟเฟ็คแบบไม่บันยะบันยังแบบนี้ก่อนก็ดี เราจะได้ไม่หยิบมาดู เพลียมาก มันกลายเป็นเรื่องราวแฟนตาซีแบบไร้สเน่ห์ไปโดยสิ้นเชิง ไม่แม้แต่จะสามารถทำให้เราเชื่อกับความรักระหว่างชาติพันธ์นี้ได้ซึ่งจะว่าไปมันก็มีเรื่องราวอันว่าด้วยชนชั้นและการควบคุมตามกฏของสังคมอยู่ให้คิดตามได้น่าสนุกแต่เพราะความเยอะไปขององค์ประกอบอื่นนั้นมันบดบังส่วนดีต่างๆนาๆนั้นจนแทบมิด และที่โกรธมากและยากจะให้อภัยคือการขังวิเวียน ชู ให้หายไปเลยตั้งแต่ต้นเรื่อง อันนี้เคืองมากเพราะเธอคือสิ่งแรกที่เราอยากดู (ไม่ใช่หวงเซิ่งอี)

12/02/12 - Jaws in Japan (John Hijiri/ Japan/ 2010) - 2/5
    หากให้พูดถึงค่ายหนังแดนอาทิตย์อุทัยอย่าง Jolly Roger สิ่งที่ป๊อปขึ้นมาในหัวหลายคนก็คงคือนางเอกสาวงามหุ่นสบึมส์และพล๊อตเรื่อง ที่แหกขนบสุดขั้วที่เรียกได้ว่าไปไม่ถูกกลับไม่เป็นเลยทีเดียวไม่เว้นแม้แต่หนังฉลามยักษ์บุกญี่ปุ่นเรื่องนี้ แรกดูไปมันคือหนัง Suspense Thriller อันว่าด้วยการพบม้วนวีดีโอที่บันทึกการฆาตกรรมโหดไว้โดย 2 สาวผู้โชคร้ายซึ่งหนังก็เอื้อละเหยลอยชายไปในแนวทางนี้สลับกับการโชว์สบึมของสาวๆขาวๆในชุดว่ายน้ำ (ที่ตลกมากคือมึงอาบน้ำแต่มึงไม่ยักจะถอดชุดว่ายน้ำ ถูสบู่ไปทั้งใส่มันยังงั้นเลย) แล้วพอก่อนจะจบที่หนังพาไปพบว่าทั้งสองกำลังกลายเป็นเหยื่อคนใหม่ของการฆาตกรรมนี้ อยู่ดีๆมันก็เกิดปรากฏการณ์เหวอแดกขึ้นมาทันที (ไม่บอกว่าคืออะไร ไปลองหามาดูกันเองเถอะ รับรองว่ามีอ้าปากค้าง) ซึ่งคะแนนที่ให้ก็เพราะไอ้ความกล้า (แบบด้านๆ) ตรงนี้แหละ (ฮา)
 
13/02/12 - Capitalism: A Love Story (Michael Moore/ US/ 2009) - 4.5/5
    ในชั่วโมงและยุคสมัยนี้คงไม่มีใครทำสารคดีที่สนุก(และจูงจมูกได้เก่งกาจ มาก)อย่างพี่ไมเคิล มัวร์อีกแล้วกระมั๊งเพราะพี่แกเล่นใส่ทั้งข้อมูลแบบเต็มเปี่ยมประกอบกับความ บ้าบิ่นส่วนตัวในการเจาะลึกในประเด็นที่ต้องการจะได้คำตอบจนก่อให้เกิดหนังสารคดี(แบบเอียงๆ)อันเปี่ยมไปด้วยพลังและความน่าติดตามแบบไม่มีเบื่อออกมา หลายต่อหลายเรือง
     หนังพาเราร่วมขุดคุ้ยไปหาสาเหตุของความล่มสลายทางการเงินของอเมริกาในช่วงรัฐบาลบุจจูเนียร์ที่สนับสนุนเต็มที่กับระบบทุนนิยมเสรีจนก่อให้เกิดเป็นความฉิบครั้งใหญ่ของประเทศ ขุดคุ้ยลงลึกไปถึงการกำเนิดของระบบทุนนิยมและผลกระทบต่างๆของระบบนี้ต่อประชาชนทั่วไปรวมไปถึงเล่ห์กลหลากหลายที่กลุ่มคนเพียงหยิบมือนำมาใช้หาประโยชน์กับประชาชนตาดำๆ หนังเดินหน้าเล่าด้วยความเอียงขวาแบบสุดโต่งตามสไตล์ผู้กำกับซึ่งแน่นอนบุจและรัฐบาลของเขาคือซาตานแบบชัดเจน ส่วนโอบาม่าก็กลายเป็นเทวดาที่เปล่งแสงแห่งความหวังไป (ซึ่งตอนนี้ก็คงรู้แล้วว่าผลออกมาเป็นอย่างไร)
     จะว่าไปหากตัดบริบทบางอย่างที่เกี่ยวกับอเมริกาออกไปแล้วนำมาเทียบเคียงกับบ้านเราแล้วก็จะพบอะไรหลายๆอย่างที่สามารถแนบกับได้แทบจะสนิทไร้รอยทั้งเรื่องชนชั้น, การเมือง, ประชาธิปไตย, ทุนนิยมเสรี เยอะแยะไปหมด
 
16/02/12 - A Separation (Asghar Farhadi/ Iran/ 2011) - 5++++++/5
   เรียกได้ว่ามันไม่มีส่วนไหนที่เราสามารถติได้เลย มันลงตัว เฟอร์เฟกค์และไปได้สุดทาง ทุกอย่างในหนังเรื่องนี้คือความสมบูรณ์แบบที่ทำเราทึ่งตลอดสองชั่วโมงนิดๆตั้งแต่ต้นยังจบ (ทั้งๆที่ทำงานเหนื่อยมาตลอดวัน) ต้องขอกราบบทหนังแบบงามๆจริงๆที่ให้ภาพของตัวละครทุกตัวเป็นสีเทา ไม่ดำและไม่ขาวเกินไป ซึ่งเป็นสิ่งที่ใช่กับความเป็นมนุษย์ปุถุชนมากๆ หนังใช้วิธีการโยนคำถามใส่ผู้ชมตลอดเวลาจนอาจกล่าวได้ว่าผู้ดูนั้นได้กลาย เป็นหนึ่งผู้ตัดสินชีวิตของพวกเขาไปโดยปริยายแล้ว (ดูจบก็คิดไปเรื่อยว่าหากสามี-ภรรยาคู่นี้ไม่ไปโรงพยาบาลเพื่อไปเยี่ยมแม่บ้านซะอย่างทุกอย่างก็จบ แต่พอมานั่งคิดต่อไปก็พบว่าตัวเราเองนั้นได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวและตัวละครไปเสียแล้วเพราะการตัดสินของเรานั่นเอง) แถมยังมีเรื่องของการเอาตัวรอด, ศีลธรรมอันดี, ความหวังดี, การหลอกลวง, ความรัก, ความรุนแรง เยอะแยะมากมายไปหมด ซึ่งสิ่งที่หนังไปได้สุดมากๆคือการบอกว่าทุกสิ่งอย่างในการกระทำหรือผลของมันนั้นเหมือนเหรียญที่มีสองด้านที่มีรายละเอียดความสำคัญเท่าๆกันทั้งสองด้านและการเลือกสรุปทุกสิ่งในหนังแบบปลายเปิดนั้นทำให้หนังไปได้ไกลมากจริงๆ สุดยอดมาก
     เหนือสิ่งอื่นในหนังยังให้ภาพสภาพเมืองและสังคมอิหร่านได้อย่างน่าสนใจ สำหรับคนที่ไม่ค่อยมีความรู้มากนักอย่างเรา ทั้งเรื่องการเมือง, สังคม, ชนชั้น, การกดขี่ทางเพศ, ความเคร่งในศาสนา,  ความอยุติธรรม ผ่านภาวะแวดล้อมที่ตัวละครต้องประสบพบเจอ แม้แต่เรื่องเล็กๆอย่างเครื่องนุ่งห่มก็ยังสามารถสะท้อนอะไรได้มากมาย
      ตัวละครที่เราอินมากคือตัวละครเด็กทั้งสอง คือแค่มารับรู้ปัญหาของผู้ใหญ่(ที่ไม่มีวันเข้าใจได้)ก็แย่พออยู่แล้ว แต่การที่ต้องมารับแรงกดทับขนาดอนันต์ของปัญหานั้นเป็นสิ่งที่เกินวัยเิกินไป พวกเธอคือเหยื่อที่พยายามให้ตายก็ไม่พ้นวังวน
     นี่เป็นหนังที่ดูสนุกมากและน่าติดตามแบบสุดๆ ผกก ฉกาจมากที่สามารถสะกดคนดูได้อยู่มือ ไม่มีช่วงไหนเลยที่น่าเบื่อเพราะถ้ามันเริ่มจะไปทางนั้นหนังก็ยิงหมัดฮุกเข้ามาที่ปลายคางเสมอๆ
     สุดท้ายอยากบอกว่า นี่จะเป็นหนังที่ตอนจบทรงพลังที่สุดของปีอย่างแน่แท้
     มันเป็นหนังที่ "ต้องดู" จริงๆ
 
17/02/12 - Project Nim (James Marsh/ US, UK/ 2011) - 4.5/5
   กล่าวกันว่าลิงชิมแพนซีเป็นสัตว์สายพันธ์ที่ใกล้เคียงกับมนุษย์ที่สุด แล้วมันจะเกิดอะไรขึ้นหากเรานำชิมแพนซีมาทดลองโดยการเลี้ยงแบบมนุษย์ สอนภาษาแบบมนุษย์และจำลองทุกอย่างๆที่มนุษย์ทำ? นี่คือหนังสารคดีที่เข้าไปเจาะลึกถึงการทดลองนั้นเมื่อยุค 70 โดยพาเราไปรู้จักกับผู้คนรอบข้างในโปรเจคท์นี้ที่ก่อร่างด้วยแนวคิดที่น่าสนใจและดูเหมือนจะไปได้สวย แต่ในความสำเร็จนั้นกลับเต็มไปด้วยความไร้สาระ เห็นแก่ตัวและเจ็บปวดและเมื่อถึงที่สุดความต้องการอันหลากหลายมลายหายไปแต่ความเจ็บปวดยังคงอยู่
   ใช่! นี่คือหนังที่วิภากษ์ความไร้สาระและความทะเยอทะยานอยากของมนุษย์อย่างเราๆ แน่นอนมันอาจไม่ใช่ความคิดที่ผิดสำหรับบางคน แต่การคิดว่ามันคือสิ่งยิ่งใหญ่ที่ต้องทำนั้นบางทีมันก็ไม่ถูกต้องนักในแง่ที่มองว่าเราคือสิ่งมีชีวิตเหมือนกัน (ที่การนี้มันห่างกันแค่รหัสดีเอ็นเอไม่กี่ตัว) น่าขันที่เราได้เห็นความไม่เข้าใจกันของมนุษย์เป็นเรื่องปกติ แต่กลับกลายเป็นสิ่งผิดเมื่อมันสิ่งนั้นเป็นสิ่งมีชีวิตต่างสปีชีส์ หรือเพราะเราไม่เชื่อตั้งแต่เริ่มแรกอยู่แล้วเพียงแต่ต้องการพิสูจน์ให้มันเป็นรูปธรรมขึ้นมาเท่านั้น จบแล้วหมดประโยชน์แล้วก็ทิ้งกันไปตามยถากรรมเพื่อที่จะไปเป็นเครื่องมือของมนุษย์อีกกลุ่มหนึ่งต่อไป
   อย่างไรก็ตามหนังก็ไมได้ใจร้ายเสียทีเดียว(หรือเปล่า?) หนังยังคงแสดงให้เห็นอีกแง่มุมหนึ่งของเรานั้นคือความรักระหว่างกัน ที่พอถึงที่สุดแล้วสปีชีส์ที่ต่างจากเรานั้นกลับสอบผ่านอย่างขาดลอย ซึ่งมันก็ยิ่งเป็นการตอกย้ำว่ากับตัวเองว่าการเกิดเป็นมนุษย์นั้นไม่ใช่เรื่องที่โชคดีเลย
   แน่นอนถ้าโครงการนี้มันสำเร็จ เราคงได้เห็นผลอะไรหลายๆอย่างจากการทดลองนั้นที่ต่อยอดมาถึงปัจจุบัน แต่น่าขันที่สิ่งที่กลับมาสืบทอดจวบจนทุกวันนี้กลับคือความเป็นมนุษย์ที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง และคงไม่มีวัน
 
18/02/12 - Bridesmaids (Paul Feig/ US/ 2011) - 4/5
    มันคือผลลัพท์ของการเอา My Best Friend Wedding มาผสมเข้ากับ Sex and the City และ The Hangover ที่เดินไปด้วยแนงทางของกลุ่ม Apatow แน่นอนเราไม่อาจมองว่ามันตื้นเขินได้เมื่อหนังอยู่ในมือพวกเขาที่ทำหนังตลก(มากๆ)แต่เบื้องลึกนั้นมักแนบอิงสาระต่างๆให้ขบคิดอันรวมไปถึงการวิภากษ์วิจารณ์ความจริงของมนุษย์และสังคมได้อย่างแยบคาย
     ความสำเร็จอย่างแรกเลยคือหนังแม่งตลกมาก ตลกแบบขี้แตกขี้แตนด้วยบทหนังที่เอานิสัยหลายๆอย่างของเพศหญิงในแบบนิยมมาใส่ในตัวละครต่างๆ ซึ่งแรกๆดูก็ค้านพอดูกับสิ่งที่หนังมอบให้กับเพศหญิงในเรื่องที่ดู Stereotype เหลือเกิน แต่หนังก็ฉลาดมากที่ไม่ได้เดินไปในแนวทางตลกแบบนั้นจนจบเรื่องด้วยการสร้างความย้อนแย้งขัดทัพความคิดแบบ "เหมารวม" นั้นคือเอาสิ่งที่เราเชื่อและค้านเข้ามารวมกันแล้วก็ให้เราตัดสินเอาเอง เพราะเอาเข้าจริงสิ่งที่เราหวังก็อาจไม่ใช่สิ่งที่เป็นตัวเราจริงๆก็ได้ อีกทั้งเรารู้สึกชื่นชมที่มีหนังที่ให้ภาพผู้หญิงแบบนี้บ้างในหนังกระแสหลัก ไม่ตีกรอบอะไรบ้าบอให้พวกเธอและให้สิทธิทุกอย่างๆเต็มที่ๆทุกคนพึ่งได้แก่ตัวละคร
      นักแสดงทุกคนใส่กันเกินร้อยและจัดเต็มมากๆโดยเฉพาะอีนางแอนนี่โดย "คริสติน วิก" กราบบบบบบบบบ
 
19/02/12 - Pirates of the Caribbean: On Stranger Tides (Rob Marshall/ US/ 2011) - 3/5
     ลืมเรื่อง "ความไม่สนุกเลยซักนิด" ของมันไปก่อนแล้วลองไปจับอะไรบางอย่างมานั่งขบคิดกันดีกว่า โดยขอแยกเป็น 2 มิติ มิติแรกคือเหล่าโจรสลัดที่แก่งแย่ง "น้ำพุแห่งความเยาว์วัย" กันและมีติที่สองคือเหตุและผลของการเข้าถึงน้ำพุนั้นของทั้งอังกฤษ, สเปนและเหล่าโจรสลัด
     จริงๆนี่อาจเป็นการมองหนังที่มากเกินกว่าความเป็นจริงของเราก็ได้ที่เห็นว่ามันมีนัยยะอะไรบางอย่างให้น่าขบคิดและตีความทั้งในเรื่องชนชั้นและหลักแห่งทุนนิยม ในมิติแรกเราอาจอนุมานไปว่าน้ำพุแห่งความเยาว์วัยก็ไม่ต่างจากเป้าประสงค์ของชีวิตในสังคมโลกที่ถูกเคลื่อนด้วยอำนาจ, เงินตราและความมั่งคั่ง เราเหล่าชนชั้นแรงงานดิ้นรนสุดชีวิตเพื่อให้ได้มันมา(แต่มันก็ไม่ใช่สำหรับทุกคน) อีกทั้งเกมนี้มันยังต้องมีผู้เจ็บตัวให้มาเป็นบันไดให้ย่ำเหยียบซึ่งในที่นี่คือเหล่าคนชายขอบอย่างนางเงือกและน้ำตาของเธอ...กล่าวคือในมิติแรกมัน เป็นการสะท้อนภาพแห่งความจริงของผู้คน(โดยเฉพาะชนชั้นแรงงาน)ในยุคปัจจุบันนั้นแล
     ส่วนมิติที่สองอาจเป็นการมองที่กว้างและขยายตัวใหญ่ขึ้นระดับในมหภาคที่มีปัจจัยอื่นๆผสมโรงเข้ามาด้วย อังกฤษในยุคล่าอาณานิคมต้องการน้ำพุเพียงแค่อยากอยู่เหนือผู้อื่น (ในที่นี่คือสเปน) ว่าจ้างกัปตันบาบอสซ่าในการดำเนินการในเรื่องนี้ก่อนจะพบกับความล้มเหลวไม่เป็นท่าและการทรยศหักหลังของกัปตันผู้ซึ่งเคยเป็นหนึ่งในมวลหมู่โจรสลัดมาก่อน เขาไม่ได้ต้องการน้ำพุ เขาเพียงต้องการแก้แค้นให้กับขาที่เสียไป อืมมม ฤ นี่คือการถีบตนดิ้นรนข้ามชั้นแล้วปิดกั้นผู้อื่นในชั้นที่เราเคยเป็น? ส่วนสเปนนั้นหนักข้อกว่า พวกเขาตามหาน้ำพุเพื่อทำลายด้วยความเชื่อทางศาสนา ทำลายความฝัน(ที่ไม่อาจวัดได้ว่ามีอยู่จริงหรือไม่)ด้วยการเอาศาสนามาครอบ ปิดไว้ คือใช้ความเชื่อและ/หรือศิลธรรมอันดีที่ไม่สามารถนำมาวัดค่าได้มาเป็นกรอบตี ตราผู้คนไว้ อันเป็นเครื่องที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในการควบคุมคน (และมันจะชัดมากเมื่อนำผู้เคร่งศาสนามาเป็นเหยื่อล่อ!) ซึ่งในมิตินี้อาจกล่าวได้ว่ามันคือการสะท้อนภาพและการปกครองของชนชั้นนำ
     ดังนั้นพอมามองในแนวทางแบบนี้เราพบว่าหนังก็...โอเค และเห็นว่าแจ็ค สแปโรว์ ก็คือ Liberal คนหนึ่งเท่านั้นเอง
 
20/02/12 - The Artist (Michel Hazanavicius /France, ฺBelgium/ 2011) - 4.5/5
 
 
 
 
 
 
 
26/02/12 - Metropolis (Fritz Lang/ Germany/ 1927) - 4/5
     ก่อนเริ่มเรื่องผู้สร้างได้แจ้งเราว่าต้นฉบับของหนังเรื่องนี้นั้นสูญหายไปมากกว่าหนึ่งในสี่ของทั้งหมดและสิ่งที่พวกเขาทำคือการเสริมเติมส่วนที่ขาดหายไปนั้นด้วย Intertitle (ตัวหนังสือที่ขึ้นระหว่างภาพเพื่ออธิบายหรือทดแทนเสียงของตัวละครในยุคหนังเงียบ ในที่นี่คือการทดแทนภาพบางส่วนที่หายไป) โดยใช้ฟอร์นที่ต่างจากต้นฉบับเพื่อบอกให้ผู้ชมทราบก่อนว่าอันไหนคือของต้นฉบับและอันไหนคือสิ่งที่เสริมแต่งขึ้นมาแทนในการปรับปรุงครั้งนี้ จากการหาข้อมูลเวอร์ชั่นที่เราดูน่าจะเป็นการปรับปรุงเพื่อออกฉายในปี 2010 (ของค่าย KINO) ซึ่งเป็นฉบับที่สมบูรณ์ที่สุดแล้วจากการค้นพบฟิล์ม 16mm. ของหนังเรื่องนี้เพิ่มเติมในอาเจนติน่า!! โดยการลงทุนพัฒนาใหม่ทั้งหมดจนกลายเป็นเวอร์ชั่นนี้ออกมา อันเป็นสิ่งที่น่ายกย่องมากๆและรับรู้ได้เลยถึงการให้ความสำคัญมากๆกับศิลปะแขนงนี้ในต่างประเทศ (ซึ่งในเมืองไทยก็มีหอภาพยนต์ดำเนินการในเรื่องนี้อยู่อย่างค่อนข้างโดดเดี๋ยวจากภาครัฐ ใช้ใจล้วนๆในการทำงานอันแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับต่างประเทศอย่างน่าเศร้า)
     หนังเรื่องนี้ขึ้นชื่อมานานแล้วในเรื่องความเป็นต้นแบบของหนังไซ-ไฟในยุคต่อๆมา การเป็นหนังที่มีหุ่นยนต์เรื่องแรกๆและโด่งดังที่สุดในโลกภาพยนต์ รวมไปถึงการเป็นหนังที่มาก่อนกาลเวลาทั้งในเรื่องวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและระบบสังคมที่ขึ้นชั้นคลาสสิคไปแล้ว ซึ่งพอได้ดูก็ต้องยอมรับในความร่วมสมัยมากๆของมัน วิสัยทัศน์ที่ไกลมากๆในยุคนั้นแต่ส่วนที่เป็นหัวใจจริงๆของมันคือการกล่าวถึงระบบสังคม การว่าด้วยเรื่องของชนชั้นแรงงานและชนชั้นปกครอง ความเลื่อมล้ำของกันและกันรวมไปถึงกลเกมการเอาเปรียบเลยเถิดไปถึงการปฏิวิติ โค่นล้มโน่นเลย มันไปไกลจริงๆให้ตายเหอะ ดูไปอึ้งไป แถมหนังยังใช้เทคโนโลยีมารองรับอำนาจของผู้ปกครองเพื่อใช้ครอบงำผู้ใต้ปกครองด้วย มันบอกว่าเทคโนโลยีมันเป็นของชนชั้นสูงนะ คนชั้นล่างไม่มีสิทธิ แต่ที่ Irony คือตัวตั้งตัวตีในการก่อขบฏกลับเป็นตัวหุ่นยนต์ซะเองที่แว้งกลับมากัดโดยหวังจะทำลายไอ้ระบบสังคมที่ว่านั่น ว่าง่ายๆมันก็คือการวนซ้ำของระบบที่ผู้ที่แข็งแกร่งกว่าเป็นผู้เดินกลไกในระบบนั้นๆ ซึ่งไอ้การวนซ้ำแบบนี้มันก็ดำเนินมาตราบจนปัจจุบันซึ่งหนึ่งในวิธีการที่ได้ผลคือการ "ล่าแม่มด" ยิ่งไปกว่านั้นไอ้เจ้าหุ่น(ที่ได้รับมอบหมายจากชนชั้นปกครองอีกที)ยังใช้แนวทางๆศาสนามาเห็นเครื่องมือในการก่อกบฏอีกด้วย เห็นไหมว่าแม่งไปไกลจริงๆ!
     ในเรื่องหนังเปรียบเมืองเมโทรโปลิสกับหอคอยบาเบล หอคอยที่สร้างเพื่อแสดงความยิ่งใหญ่ของมนุษย์ แต่ในความกำแหงของมนุษย์นั้นเป็นผลให้เกิดความขัดแย้งระหว่างผู้คิด (HEAD) และผู้สร้าง (HANDS) ซึ่งสุดท้ายก็พบกับความล้มเหลวในการสร้างแม้ว่าจะพูดในภาษาเดียวกันแต่กลับไม่มีใครเข้าใจอีกต่อไป ซึ่งก็เป็นการสะท้อนที่ชัดเจนในตัวอยู่แล้วแต่จุดสำคัญของหนังนั้นคือคำถาม ที่ว่า "ใครจะมาเป็นผู้ประสาน (MEDIATOR) ให้ทั้งสองเข้าใจกัน" ซึ่งส่วนนี้อาจจะเป็นข้อด้อยที่สุดของหนังหากมองด้วยสายตาปัจจุบันเพราะมันทำให้เกิดความสมานฉันท์โง่ๆในช่วงท้ายที่เกินเยียวยา จริงๆมันอาจจะเวิร์คในยุคนั้นอันเป็นยุคแห่งความขัดแย้งระหว่างกลุ่มสังคมนิยมกับคอมมิวนิสส์ในเยอรมนีและเป็นความความต้องการแรกของผู้กำกับ ฟริทซ์ แลง ในสร้างหนังเรื่องนี้ แต่ต่อมาเขากลับไม่ชอบในส่วนนี้ที่สุดเพราะพบว่ามันมีความเป็นเทพนิยายเกินไป (เขาบอกว่าเขาทำหนังเรื่องนี้ในตอนที่ไม่มีความสนใจเรื่องการเมืองมากนัก) ซึ่งก็เห็นด้วยเพราะมันไม่มีหรอกโลกในอุดมคติขนาดนั้น เอาเข้าจริงตอนจบของหนังอาจเป็นการซ้ำประวัติศาสตร์สังคมโลกก็ได้ ก่อนที่มันจะกลับไปวนรอบใหม่อีกหลายๆครั้งต่อมา
 
27/02/12 - The Tree of Life (Terrence Malick/ US/ 2011) - 4.5/5
     ถือเป็นการเล่นท่ายากสำหรับตัวเองที่หยิบหนังเรื่องนี้มาดูตอนเที่ยงคืนหลังกลับมาจากทำงาน ครึ่งชั่วโมงแรกของหนังเกือบน๊อคเราให้หลับคาเตียงในสภาวะอากาศอุณหภูมิพอเหมาะจากเครื่องปรับอากาศ แต่พอเริ่มจับทางของหนังได้ เริ่มปะติปะต่อเรื่องราวและสารอันพลั่งพลูของมันได้บ้าง สุดท้ายก็มารู้ตัวอีกทีตอนตีสองกว่าๆเมื่อหนังจบลง
     เราพบว่าหนังเล่าเรื่องอันสามัญที่สุดด้วยวิธีการที่ทะเยอทะยานอย่างที่สุด มันกล่าวถึงสัจธรรมของชีวิตด้วยการร่ายยาวกลับไปตั้งแต่การกำเนิดโลกและมันยังตั้งคำถามถึงความเชื่อที่ส่งผลกระทบกับตัวเราเองโดยตรงอันเป็นการสะท้อนภาวะการต่อสู้ภายในของตัวเราเอง ซึ่งทุกสิ่งอย่างที่กล่าวมามันถูกเล่าด้วยภาพอันตระการตา มันคือบทบันทึกอันสมบูรณ์ของชีวิตมนุษย์และโลกด้วยการเคลื่อนกล้องอย่างล่องลอยคล้ายวิญญาณ(หรืออาจคือพระผู้เป็นเจ้า)ผู้ติดตามดูชีวิตผู้คนและความเปลี่ยนแปลงของโลกสีฟ้าใบนี้ ส่งต่อสัจธรรมที่ไม่อาจหลุดพ้นไปได้ เจาะลึกสู่ความละเอียดยิบย่อยถึงคุณค่าและการมีอยู่ ตั้งคำถามกับแวดล้อมรายรอบเพื่อที่จะได้นำผลนั้นมาเสริมคุณค่าให้กับตัวเอง(หรือบางทีมันก็เป็นด้านตรงข้าม)
    ความจริงย่อหน้าข้างบนมันเป็นแค่ส่วนเล็กๆของหนังเท่านั้น เพราะเอาเข้าจริงเราสามารถประติดประต่อ ต่อยอดความคิดกับหนังเรื่องนี้ได้แบบไม่รู้จบจริงๆแถมได้หลากหลายด้วยตามแต่พื้นเพของแต่ละคน นี่จึงเป็นประสบการณ์ดูหนังที่น่าจดจำของเราอีกครั้งหนึ่ง แม้ส่วนตัวจะค้านๆกับเรื่องราวศาสนาในเรื่องก็ตามแต่ก็ไม่ได้มากจนเกินจะรับได้
     อนึ่งคงต้องลองกลับไปลองดูหนังเรื่องก่อนๆของมาลิคอีกครั้งหลังจากที่เคยหลับกับ The Thin Red Line คาโรง! (ก็แหม! ค่ายหนังโปรโมตอย่างกับหนังรวมดาวแอ็คชั้นขนาดนั้น)
 

Comment

Comment:

Tweet

ชอบคุณมาก วิจารณ์หนังได้เฉียบคมที่ซู้ด ชักสงสัยว่าเป็นนักวิจารณ์สมัครเล่นหรือมืออาชีพ

#4 By indy (110.169.193.234) on 2012-03-16 20:16

A Separation

เห็นด้วยที่ซู้ด

ช่วงหลังๆ ผมดูหนังไม่ค่อยจบเลย สมาธิสั้น
พอเรื่องนี้ "เอาอยู่เลย"

เป็นหนังที่คนที่ยังไม่เคยดู ต้องหามาดูให้ได้
big smile
Hot!

#2 By keaaaa on 2012-03-05 19:51

The Tree of Life ....ผู้กำกับ The Thin Red Line หรือนี่ น่ากลัวนะครับ 555sad smile

#1 By omega on 2012-03-02 12:50