20/02/12 - The Artist (Michel Hazanavicius /France, ฺBelgium/ 2011)


 
 
    "ไม่แปลกหากหนังเรื่องนี้ได้ออสการ์ภาพยนต์ยอดเยี่ยม"
 
 
     ก่อนดูก็หวั่นใจเล็กน้อยว่านี่จะเป็นการหาประโยชน์อันฉาบฉวยโดยการนำขนบแบบหนังเงียบยุคก่อน(ที่ไม่มีใครทำอีกแล้ว)มาใช้หรือเปล่าที่กลับมาโด่งดังในตอนนี้ก็เพียงเพราะความแตกต่างกับหนังในยุคสมัยปัจจุบัน แต่ก็ดีใจที่อย่างน้อยเป้าประสงค์จริงๆของคนทำมันไม่ใช้เพียงการสร้างเรื่องราวประโลมโลก (ซึ่งเป็นแนวทางที่หนังเงียยยุคก่อนมักใช้กัน)แบบไร้สติ แต่คือการทำความเคารพ คารวะประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาของภาพยนต์ ในที่นี้คือขนบหนังเงียบในยุคเปลี่ยนผ่านเข้าสู่หนังเสียง (1927-1929) แล้วจบที่จุดเริ่มต้นแรกๆของความนิยมในหนังร้องเล่นเต้นระบำ (1932)
 
 
     หากจะว่ากันถึงเรื่องราวในหนัง หากใครได้ดูคงอดคิดเทียบเคียงกับหนังอเมริกันสุดคลาสสิคเรื่องหนึ่งอย่าง Singin' in the Rain (1952) ไม่ได้ ทั้งในเส้นเรื่องรองที่ว่าถึงการเปลี่ยนผ่านยุคของภาพยนต์จากหนังเงียบไปสู่ หนังเสียงและเส้นเรื่องหลักที่ว่าด้วยการไต้เต้าขึ้นสู่การเป็นดาราของตัวนางเอกโดยการช่วยเหลือจากพระเอก อาจจะมีต่างบ้างก็คงเป็นมุมมองที่มีต่อหนังเสียงที่จะก้าวมาแทนที่หนังเงียบอย่างสมบูรณ์แบบ และอีกเช่นเดียวกันที่ความสำคัญของหนังทั้งสองเรื่องนี้มันไม่ได้อยู่ที่เส้นเรื่องหลักอันว่าถึงความสัมพันธ์ของตัวละครทั้งสองแต่มันคือเส้นเรื่องรองที่เป็นการบันทึกประวัติศาสตร์ของภาพเคลื่อนไหวของศิลปะแขนงที่ 7 นี่ต่างหากที่ทำให้หนังทั้งสองเรื่องอยู่เหนือกาลเวลา ซึ่งใน Singin' in the Rain นั้นนำเสนอแบบหนังเพลง เน้นสนุกสนาน ใช้ความเซอร์เรียลสร้างความบันเทิงแต่ The Artist นั้นต่างออกไป หนังดูเรียลลิสต์มากกว่า เน้นดราม่ามากกว่าและใช้ความเซอร์เรียลอันน้อยนิดมาเสริมความดราม่านั้น โดยเรื่องแรกนำเสนอแบบหนังเสียงเพื่อความสำเร็จอย่างสูงสุดของการร้องเล่นเต้นระบำที่อาจเป็นที่นิยมในยุคสมัยนั้น แต่เรื่องหลังกลับไปนำเสนอแบบหนังเงียบแทนทั้งๆที่ไม่ใช่ยุคสมัยของมัน แต่เพราะความฉลาดและเก่งกาจของผู้กำกับ รวมไปถึงความรักและเข้าใจสิ่งที่จะทำดี จึงทำให้ส่วนที่สนุกที่สุดในหนังเรื่องนี้คือการพาผู้ชมเข้าไปรับรู้สึกภาวะ การเปลี่ยนผ่านและการยั่วล้อระหว่างหนังเงียบกับหนังเสียงผ่านการรับรู้ของผู้ชม เช่น การที่เราได้ดูหนังเสียง(ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในหนัง)ผ่านหนังเงียบ(ที่เรากำลังดูอยู่บนจอ) กล่าวให้ง่ายคือเรากำลังดูหนังเสียง(ในหนัง)ที่ไม่มีเสียง(ในโรง) หรือถ้าให้ชัดหน่อยก็คือฉากฝันร้ายถึงเสียงของจอร์จ อันเป็นฉากที่เราชอบมากทีเดียว และเมื่อยิ่งมองในบริบทแห่งยุคสมัยปัจจุบันมันก็ยิ่งเสริมคุณค่าของหนังให้มากยิ่งขึ้นซึ่งเด่นชัดมากในฉากจบที่กลายเป็นความรื่นเริงของผู้ชมไปโดยปริยาย
 
 
     ดังนั้นหากมันจะได้ออสการ์ มันก็อาจจะด้วยสาเหตุนี้กระมั๊ง มิใช่ที่ความเป็นหนังที่ดีเลิศอะไร ด้วยการเป็นหนังบันทึกประวัติศาสตร์ภาพยนต์แบบสมัยใหม่(ในฟอร์แมตเก่า) การพาย้อนกลับไปสู่อดีตแห่งความรุ่งโรจน์ของภาพยนต์ในยุคนั้นด้วยความหวลไห้  โดยในส่วนที่น้อยที่สุด มันก็ทำให้เราอยากที่จะศึกษาประวัติความเป็นมาของภาพยนต์ให้มากขึ้นว่าเพราะเหตุใดเราถึงหลงในมนต์สเน่ห์แห่งภาพเคลื่อนไหวนี้แบบหัวปักหัวปำ
 
 
     อนึ่ง คงไม่มีโรงหนังไหนที่จะเหมาะกับการฉายหนังเงียบขาวดำ อัตราส่วนภาพ 4:3 เสียงโมโนได้เท่ากับโรงหนังสแตนอโลนหนึ่งเดียวสุดคลาสสิคที่ยังคงอยู่อย่าง "สกาล่า" อีกแล้ว อันเป็นความรู้สึกฟินอันวิเศษสุดจริงๆ
 
 
     เป็นหนังที่แนะนำให้ดู และต้องดูในโรงเท่านั้น (หากเป็นสกาล่าจะเพอร์เฟ็กค์มาก)
 
 
4.5/5
 
 

Comment

Comment:

Tweet

เราดูแล้ว และชอบมากกกกกกค่ะ
Hot! Hot! Hot!

#2 By Nicky on 2012-05-09 10:19

อยากดูbig smile

#1 By lolay on 2012-02-23 14:04