มกรา'12 กับหนังที่ได้ดู

posted on 04 Feb 2012 08:53 by seamsee in Movies
 
04/01/12 - Real Steel (Shawn Levy/ US, India/ 2011) - 3.5/5
     ตอนแรกก็ค้านๆเพราะหนังแนวนี้ดูจะไม่ค่อยถูกจริตเท่าไหร่นักแต่พอดูจบแล้วพบว่าหนังสนุกดีแม้ว่ามันจะคริเช่มากก็ตาม (คุณพ่อตกอับได้พบเจอกับลูกชายแล้วทั้งคู่ก็ค่อยๆสานสายสัมพันธ์กัน เติมเต็มซึ่งกันและกันก่อนจะได้พบเจอกับคุณค่าที่แท้จริง) แน่นอนประเด็นเรื่องพ่อ-ลูกนั้นอิมแพ็คเราได้เสมอเพียงแต่ไม่ใช่กับพ่อลูกคู่เอกคู่นี้แต่เรากลับไปโดนในเรื่องราวเล็กๆของพ่อลูกของตัวนางเอกมากกว่า พ่อที่ตายไปแล้วแต่กลับยังมีตัวตนอยู่ในตัวคนที่ยังมีชีวิตอยู่ ดังนั้นในฉากที่พี่ฮิวส์ของเราสามารถกลับมายืนได้ในจุดเดิมนั้นมันเลยเป็นฉากที่เราพ่ายแพ้กับการบิวส์หนักๆของหนังเพราะเราเห็นถึงความเป็นฮีโร่และบางส่วนของคนที่ตายไปแล้วที่โลดแล่นอยู่ในโลกจริง
     หนังเชตช่วงเวลาไว้ที่ปี 2020 ซึ่งไม่ห่างจากช่วงเวลาปัจจุบันมากนักจึงทำให้สิ่งทั้งหลายในหนังเหมือนเป็น การทำนายทางทักอนาคตไปในทีที่ซึ่งได้บอกไว้ว่าในอนาคตความบันเทิงสูงสุดคือความรุนแรงที่ขับเคลื่อนด้วยแรงขับแห่งทุนนิยมแบบเต็มสูบ เราได้เห็นฉากการชกของหุ่นยนต์ที่ทั้งแขนขาด คอขาดท่ามกลางเสียงเชียร์กู่ก้อง ได้เห็นด้านมืดของวงการกีฬามวย ได้เห็นสวนสัตว์ร้างที่ถูกเปลี่ยนเป็นสนามประลอง เปลี่ยนจากสรรพสัตว์ในกรงเป็นหุ่นยนต์จอมโหดแทน แน่นอนนี่อาจเป็นการวิภากษ์ด้านมืดในตัวมนุษย์ที่ถูกสะท้อนออกมาโดยสิ่งที่บอกวัดได้เป็นอย่างดีอาจคืออำนาจในการควบคุมหุ่น (ยิ่งอยู่ในโหมดฟังก์ชั่นเงาแล้วยิ่งชัด) และเงินที่หมุนเวียนอยู่ในลานประลอง
     อีกสิ่งที่น่าคิดคือการข้องแวะกับประเทศญี่ปุ่นซึ่งจริงๆมันอาจเป็นเรื่องที่ดีในช่วงแรกในการซูฮกความสามารถของประเทศนี้ในเรื่องเกมหรือเทคโนโลยี (กรี๊ดมากเมื่อเห็นหุ่นกันดัมตัวเบอเร่อ) แต่ไหงดูไปดูมากลับรู้สึกว่าเป็นการด่ามากกว่าว่ะ? ทั้งในเรื่องเจ้าแห่งการสร้างหุ่นยนต์(ที่มีไว้ต่อสู้เพื่อสนองตอบความรุนแรงของมนุษย์) รวมไปถึงฉากประลองสุดท้ายที่มันทำให้กูคิดถึงไปถึงสงครามโลกครั้งที่สองโน่นเลย แถมผลสรุปยังแบบ อืมมมมม
     อย่างไรก็ตามอีกสิ่งหนึ่งที่ต้องขอชมเชยมากๆคือการแสดงของน้อง "ดาโกต้า โกโย" ที่เป็นศูนย์กลางของเรื่องราวทั้งหมด เด็กบ้าอะไรโดดเด่นมากแถมยังขโมยซีนจากฮิวส์ แจ็คแมนแบบไม่มีเกรงใจ
 
05/01/12 - I Am Number Four (D.J. Caruso/ US/ 2011) - 2/5
    หากนำหนังชุด Twilight มาผสมปรุงรวมกับหนังชุด Transformers ผลลัพธ์ที่ได้ก็คงออกมาคือๆกับหนังเรื่องนี้เพียงแต่เปลี่ยนจากหุ่นยนต์ยักษ์เป็นมนุษย์(ต่างดาว)ในช่วงวัยรุ่นที่เป็นช่วงวัยแห่งความหมกหมุ่นในเรื่องราวรักๆใคร่ๆ
     หนังสนุกตามสไตร์ผู้กำกับคารูโซ่ (Disturbia, Eagle Eye) โดยเฉพาะฉากแอ็คชั่นในช่วงท้ายที่ดูดีและบันเทิงเริงรมณ์ทีเดียว แต่หากจะว่ากันถึงตัวเรื่องราวและการดำเนินไปนั้นแน่นอนมันดีกว่า Eagle Eye อยู่มากโข ซึ่งอาจเป็นเพราะตัวเรื่องมันเอื้อให้คนดูเชื่อตามแนวทางอยู่แล้วตั้งแต่ต้น แต่ก็คงเทียบไม่ได้กับ Disturbia ในแง่ของความน่าติดตามและลุ้นระทึก ดังนั้นโดยส่วนตัวเมื่อใดก็ตามที่หนังอยู่ในมูสแบบ Twilight เราจะเบื่อมาก แต่หากมาอยู่ในมูสของ Transformers เราจะสนุกกับมันพอประมาณ
     อนึ่ง ผิดหวังเล็กๆกับ Number Six และการพยายามทำให้หนังเป็นภาคต่อ
 
07/01/12 - Bad Teacher (Jake Kasdan/ US/ 2011 ) - 3/5
      เซอร์ไพร์สและแซ่บดีทีเดียวกับหนังรอม-คอมเรื่องนี้ และมันคงจะยิ่งสนุกมากๆหากนำมาเทียบเคียงกับความเชื่อและจารีตของการศึกษาบ้านเราที่มักตีกรอบให้อาชีพจำพวกให้ความรู้หรือรักษาผุ้คนนั้นเป็นอาชีพสำหรับคนที่สมบูรณ์พร้อมผู้คิดดีทำดีและเชื่อว่าทุกสิ่งอย่างที่ทำหรือคิดนั้นถูกต้องเสมอโดยไม่เคยคิดตริตรองถึงพื้นฐานและธรรมชาติของความเป็นมนุษย์ผู้ซึ่งมีกิเลสและมักมีสีหม่นมากกว่าความขาวที่ถูกให้ค่าไว้ เราชอบที่ตัวละครเอกนำความเป็นปุถุชนนี้มาตบตีกับจารีตบ้าๆพวกนี้ (แม้จะเน้นห่ามมากไปหน่อยก็ตาม) แล้วพอจารีตพวกนั้นถูกรบกวน ด้านมืดของมันก็เปิดเผยจนกลายมาเป็นการต่อสู่ระหว่างด้านมืดทั้งสองซึ่งมันก็มาสะท้อนถึงโลกของเราที่มันก็หมุนไปด้วยความจริงในแนวทางแบบนี้และชัดเจนมากหากอยู่ภายใต้ระบบทุนนิยมเสรี
     เสียดายถ้าหนังไม่จบแบบเอาใจตามสไตร์ฮอลลี่วู๊ดแบบนี้หนังจะไปได้สุดทางมากสำหรับเรา
     ปล. คาเมรอน ดิแอซ สุดตรีนมากกกกกกกกกก
 
08/01/12 - The Future (Miranda July/ US, Germany/ 2011) - 5/5
    หลังจากที่เคยกรี๊ดสลบกับ Me and You and Everyone We Know ที่จับโมเม้นต์เล็กๆของชีวิตมานำเสนอได้อย่างเก๋จี๊ดถูกใจ ผู้กำกับจูลายยังคงไม่ทิ้งความเก๋ตามระเบียบนั้นโดยนำมาเสริมแต่งในเรื่องราวที่เหมือนจะเกิดขึ้นหลังจากหนังเรื่องก่อนที่ดูเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นอันว่าเรื่องราวของชีวิตคู่และเป้าหมายของมัน แต่ไอ้ความ "เก๋ๆ" ในหนังเรื่องนี้กลับไม่ใช่สิ่งที่โดนจุดที่สุดเหมือนหนังเรื่องก่อนของเธอเท่ากับสารอันรุนแรงที่มันส่งออกมา หนังเริ่มจากแสงสว่างอันอบอุ่นพร้อมประกายแห่งความหวังในช่วงต้นก่อนจะค่อยๆเฟตมันลงกลายเป็นความมืดหม่นและใกล้เข้าสู่ทางตันที่ละน้อยๆจนรุ่งอรุณถัดไปกลายเป็นสิ่งไร้ความหมายโดยสิ้นเชิงพร้อมกับคำถามมากมายที่เกิดขึ้นในหัว
     อาจเพราะอายุที่มากขึ้นด้วยกระมั๊งที่ทำให้เรารู้สึกกับหนังมากทีเดียวซึ่ง ณ จุดนั้นเจ้าแมวบ้าเหมือนเอามีดมาทิ่มแทงกลางอกแล้วพอถึงฉากสุดท้ายเราก็ตายพอดี
 
17/01/12 - Basic Instinct 2 (Michael Caton-Jones/ Germany, UK, USA, Spain/ 2006) - 1/5
    ตอนจบของหนังทำลายทุกอย่างจริงๆ แทนที่จะเป็นหนังทริลเลอร์-จิตวิทยาที่ดูได้แบบเพลินๆมันเลยกลับกลายเป็นหนังที่ง่อยเปลี้ยมาก จริงๆมันก็ชัดเจนแหละว่าหนังเรื่องนี้คือการหากินกับบุญเก่าจากภาคแรก(กับฉากไขว่ห้างซะท้านโลกนั่น) ซึ่งมันก็นานโขมาแล้ว (หนังภาคแรกออกฉายปี 1992) แล้วก็เพราะโลกมันเปลี่ยนไป สังคมเปลี่ยนไป ความคิดความอ่านเปลี่ยนไป ร่างกายเปลี่ยนไปด้วยอายุขัยที่มากขึ้น ดังนั้นการจะคาดหวังอะไรเดิมๆมันก็คงไม่ง่ายนัก อีกอย่างหนังแบบนี้ถูกทำขึ้นมาเฝือมากแล้วระหว่างหนังทั้งสองภาค มันก็เลยพลอยทำให้ไอ้ความประหลาดใจต่างๆนาๆที่มักเกิดขึ้นในหนังแบบนี้นั้นหายไปด้วยการหมดมุขที่จะเอามาเล่น แล้วพอบทจะเอามาเล่นซ้ำถ้าไม่เจ๋งจริงก็ไปได้ไม่ถึงเหมือนหนังเรื่องนี้ซึ่งเป็นอะไรที่ซวยพอดูเพราะพอทำออกมาไม่ดีก็ต้องรับไปทั้งสองกระทงทั้งฝีมือไม่ถึงและเลียนแบบเขามา
     พ้อยท์ทั้งหมดของหนังจริงๆมีเพียงปมเล็กๆของพระเอกและวิธีสร้างเรื่องให้กับหนังก็เพียงแค่สะกิดปมนั้นให้แตกออกแค่นั้น ส่วนเรื่องนิยายหรือความวาบหวามต่างๆนั้นเป็นเพียงแค่น้ำจิ่ม ซึ่งก็แค่ภาพลวงหลอกๆด้วย ชารอน สโตน ที่สวยจริงด้วยของที่ไม่จริง (ส่วนป้าชาร๊อตดูดีด้วยของจริง นะเออ)
     อนึ่ง แผ่นแท้เซ็นเซอร์ได้เหี้ยห่ามากๆ
 
18/01/12 - The Chaser (Hong-jin Na/ South Korea/ 2008) - 5++++/5
    สนุกมาก เซอร์ไพร์สมาก ฟินมาก หากให้นิยามง่ายๆมันก็คงคือ Old Boy ที่ผสมกับ Secret Sunshine ในแง่ของความดิบ, ปริสนาในตัวเรื่องและความใจร้ายหดหู่ มันเป็นหนัง Thriller ที่เก๋โครตและแตกต่างเพราะความสนุกไม่ได้อยู่ที่การตามล่าฆาตกรแต่อยู่ที่การค่อยๆประติดประต่อสิ่งต่างๆเข้าด้วยกันจนมองเห็นในสิ่งที่เคยมองข้ามไป ทั้งในเรื่องชีวิตและการงานรวมไปถึงแวดล้อมต่างๆในสังคม เราชอบที่ทุกสิ่งอย่างในหนังนั้นเป็นสีหมองหม่นในแทบทุกอนูเฟรมที่สะท้านถึงสังคมและความเป็นมนุษย์ได้อย่างเข้าถึงโดยมันจะค่อยๆเผยอความหม่นนั้นออกมาที่ละเล็กละน้อยเมื่อเวลาค่อยๆดำเนินไป แบล็คกราวด์ของตัวละครรวมไปถึงสังคมแวดล้อมต่างๆจะค่อยๆถูกเปิดออกจนเห็นเนื้อในที่ความโสมมและสวยงามนั้นอยู่คู่กันแบบแยกกันไม่ออก ก่อให้เกิดการสลับขั้วระหว่างผู้พิทักษ์กฏหมายและผู้ที่ต่อต้านมันที่เมื่อถึงที่สุดแล้วสังคมก็ยังคงเดินไปตามวิถีเดิมของมันอยู่ดี
     หนังใจร้ายและกลั่นแกล้งคนดูอย่างสนุกสนาน (ทำให้นึกไปถึงเสร็จพ่อ Haneke กันเลยทีเดียว) ทำลายความหวังให้พังทลายสูญสิ้น แต่นี่แหละคือสิ่งที่ทำให้เรายิ่งชอบหนังเรื่องนี้เพราะมันไม่เอาเปอร์เซ็นต์อันน้อยนิดของความดีและสวยงามมาให้คนดูรู้สึกดีแล้วกลับไปอยู่กับโลกฝันอันสวยงาม แต่นำเสนอเปอร์เซ็นต์ที่มากกว่ามากของความเลวร้ายและด้านมืดเพื่อให้เราได้คิดตริตรองและเฝ้าอยู่กับมันมากกว่า มันไม่มีหรอกสิ่งดีงามแบบอุดมคติหรือความเลวร้ายแบบสุดทาง มันซับซ้อนกว่านั้นมากๆ ก็คงเปรียบได้กับโลกเราที่มีทั้งความมืดและความสว่าง มันอยู่ที่ว่าเราได้อยู่กับช่วงเวลาไหนมากกว่ากัน
 
20/01/12 - We Need to Talk About Kevin (Lynne Ramsay/ UK, US/ 2011) - 5/5
    ส่วนตัวไม่ได้ตื่นเต้นกับตัวเรื่องเท่าไหร่นักแม้มันจะเป็นแนวทางที่โปรดปรานมากก็ตาม แต่สิ่งที่ต้องกราบงามๆแบบเบญจางคประดิษฐ์ให้เลยคือการแสดงขั้นเทพของเจ้าแม่ "ทิลด้า สวินตัน" เธอทำเราเชื่อเลยถึง "หญิงสาวผู้มีความมั่นใจเต็มเปี่ยมที่ค่อยๆสติแตกจนใกล้เพี้ยนเต็มทน" สายตาที่เธอมองแต่ละช่วงตอนนี่แม่งสุดมากๆมันทำให้เรารู้เลยว่าข้างในตัวเธอเก็บอะไรไว้ และที่ต้องกราบงามๆอีกสองคนคือไอ้เควินช่วงก่อนเป็นวัยรุ่น ไม่รู้ว่า ผกก. ไปหามาได้ยังไง เปรตมากจนอยากจูบตีน
     ออ! งานด้านภาพนี่ก็เวิร์คมาก แถมฝังนัยยะเต็มไปหมด สีแดงที่ใช้ในเรื่องนี่รุนแรงมาก ฉากเปิดเรื่องเหมือนจะเป็นแดงแห่งสุขแต่เมื่อโดนยัดเยียดด้วยภาพมากๆเข้า ก่อนจบฉากนี้ก็ทำเอาคนดูพะอืดพะอำไปตลอดทางยาวไปจนจบเรื่อง ที่น่าคิดอีกอย่างคือการใช้ธนูของเควิน มันทำให้เราคิดไปเล่นๆว่าในโลกนี้มันมีตัวละครฝ่ายผู้ร้ายคนไหนที่ใช้ธนูเป็นอาวุธบ้างหรือเปล่า? เพราะดูเหมือนว่าอาวุธนี้มักถูกวางไว้ในฐานะคุณงามความดีแล้วพอเควินมันมาทำลายตรงนี้เราเลยรู้สึกว่าเจ๋งดี และเราก็ไม่ควรไม่กล่าวถึงเพลงประกอบของหนังที่ย้อนแย้งเสียดสี รุนแรงเสียจริงให้ตายเถอะ เพลงหวานถูกบรรเลงในมวลหมู่ของความฉิบหาย เสียงเพลงงิ้วที่กรี๊ดใจซ้ำๆเน้นๆ
     แน่นอนตลอดเวลาในการดูหนังเรื่องนี้จะมีคำว่า "WHY" โผล่ขึ้นมาในหัวเต็มไปหมด แล้วพอมาถึงฉากสุดท้ายที่คำตอบโผล่ออกมาความอึ้งแดกก็มาเยือน
     "หนังเรื่องนี้คืออุปกรณ์คุมกำเนิดชันดี" เพื่อนคนหนึ่งใน FB ว่าไว้และเห็นว่าท่าจะจริง

20/01/12 - My Week with Marilyn (Simon Curtis/ UK, US/ 2011) - 2.5/5
   ดูไป ยี้ไปแกมหมั่นไส้ไป คือก็เข้าใจนะว่าอ้างอิงมาจากหนังสือที่เล่าเรื่องของผู้เขียนเองอันว่าถึงเรื่องราวที่ได้อยู่กับสาวเซ็กซี่ระดับโลกผู้นี้เป็นเวลา 1 สัปดาห์ แต่ก็ไม่เห็นจำเป็นต้องทำให้มันเป็นแฟนตาซีสนองฮอร์โมนอันพลุ่งพล่านของวัยรุ่นเพศชายขนาดนี้ก็ได้ แหมมม ทั้งการไล่ตามฝันด้วยแนวทางวัยรุ่นไฟแรง, การเป็นคนดีอันเป็นที่รักของทุกคน(โดยเฉพาะเพศตรงข้าม), การได้อยู่ตามลำพังกับดาราดังระดับโลก(ไอ้ตอนแก้ผ้าเล่นน้ำนี้กูปลงจริงๆ) แถมยังสามารถส่งให้เธอทำงานได้ต่อไปแล้วก็มาจบแบบ อืมมมมม น้ำกูแตกพอดี!
     ดังนั้นหนังเรื่องนี้จะไม่มีอะไรเลยสำหรับเราหากไม่ได้การแสดง ไม่สิ! การสวบบทบาทของ "มิเชล วิลเลียมส์" เธอสามารถจับอะไรก็ตามที่มอนโรมีมาอยู่ในตัวเธอได้ ทั้งความสวยหยาด, สเน่ห์อันล้นเหลือ, ความสับสนในยามแสดงตามบท, ความเศร้าหม่นหรือแม้แต่ความสุขชั่วครู่ เธออาจคือสิ่งๆเดียวที่สามารถแฟนตาซีเราได้จริงๆ ส่วนตัวละครอื่นๆก็เบาหวิวซะเหลือเกิน (โดยเฉพาะเฮียบรานาจ์ที่มาจบได้ละเหี่ยใจมาก) จะยกเว้นก็แต่เจ้าป้าจูดี้เพราะชั้นรักเธอจริงๆ
     มันจึงเป็นเรื่องน่าเสียดายที่เรื่องราวความทุกข์หรือการแสดงเพื่อให้เข้าถึงบทบาทของมอนโรนั้นไม่ได้ถูกนำไปให้สุดทางเพราะอย่างที่บอกว่าหนังมันไปเน้นแฟนตาซีแบบเพศชายเป็นหลัก ประเด็นตรงนี้ที่เราอยากเห็นมันจึงไม่ได้เห็น
     ปล. แค่อยากบอกว่าชอบป๊าจูดี้ในเรื่องนี้ ^^
 
 
21/01/12 - Love Summer รักตะลอนออนเดอะบีช (ไตรลักษณ์ มรรคมีองค์แปด/ ไทย/ 2554) - 0.25/5
    เหนื่อยกาย อนาจจิตมาก ใครก็ได้ช่วยผ่าหัวกูแล้วเอาคลื่นไฟฟ้าที่จดจำหนังเรื่องนี้ออกไปจากกบาลกูที!!!!!
     ตลอดทางที่ดูๆไปเรานึกถึงหนังซั่วๆอีกเรื่องอย่าง "ก็เคยสัญญา" ในความมั่วแบบไม่เกรงใจของมัน งงในแนวทางตัวเองแบบสดกู่ เหมือนคิดกันง่ายๆว่าคนอยากเห็นผีกูก็ใส่ผีเข้าไป, คนอยากดูนมขาวๆกูก็ใส่มันเข้าไปโดยไม่ได้สนใจภาพรวมของมันเลย กลายเป็นหนัง Road Movie ที่ยิ่งเดินทางไปมึงยิ่งออกทะเลเกินกู่กลับ แหมมม ขับรถเปิดประทุน, ใส่เสื้อหนาๆในประเทศไทยนั้นมันไม่เรียกว่าเท่ห์นะครับ มันเรียกว่าโง่
     แต่ส่วนที่หนักที่สุดที่เรารับไม่ได้จริงๆคือทัศนคติอันคร่ำครึมากๆของมัน มึงไปฟูลมูนกันนะไม่ได้ไปงานประชุมผู้ปกครอง แถมยังมีหน้าไปเหยียดคนอื่นๆอีก (ทั้งๆที่กูว่าพวกเขาปกติกว่ามึงเสียอีก) โอ้ย เพลีย เพลียมาก
     ปล. เสียดายน้องใบเฟิร์นที่ต้องมามีส่วนร่วมกับหนังเรื่องนี้จริงๆ แต่ไม่เป็นไร เราให้อภัยได้ ^^
 
 
 
 
23/01/12 - ATM เออรัก เออเร่อ (เมษ ธราธร/ ไทย/ 2555) - 0.5/5
    เพราะหนังเวิร์ลฟิล์มเรื่องที่จะดูถูกยกเลิกไปก็เลยมั่วเข้าไปดูหนังเรื่องนี้ แล้วมันก็กลายเป็นการ "หนีเสือปะจระเข้" ของจริง! (ที่ไม่ได้งอกง่อยจนอ่อนเพลียเหมือนในหนัง) หนังหนักมากจริงๆจนแทบไม่เชื่อสายตาและสมองของตัวเอง ส่วนตัวเราไม่มีปัญหาหรอกนะกับการที่หนังจะพยายามใช้ความเป็นการ์ตูนญี่ปุ่นด้วยการซูมอินแบบเร็วๆพร้อมด้วยเสียงจากเกม Fruit Ninja หรือความ ย่ำแย่ของคนทำคอนตินิวส์กับพร้อพในเรื่อง แต่ปัญหาหนักที่สุดคือเราไม่เข้าใจตรรกะของมัน โอเคไอ้การแข่งขันที่มึงเซ็ตขึ้นมานี่กูก็ว่ารับไม่ได้แล้วนะ (ซึ่งมันสะท้อนอะไรหลายๆอย่างในความคิดของพนักงานเงินเดือนชนชั้นกลางได้อย่างน่าคิดเลยนะ) แต่โอเคเราจะพยายามเดินตามทางที่หนังวางไว้แต่พอนานๆไปชักเริ่มไม่ไหวแล้วว่ะ หลายๆมุขนี่ Bad taste มากๆ แถมยังไปย่ำเหยียดผู้คนที่อยู่นอกเหนือจากมวลหมู่พวกเมิงก่อนจะมาโอบอุ้มและจูบปากกันในช่วงท้ายที่มันเป็นอะไรที่เกินรับได้มากๆ เฮ้ย! จะฟิวกู๊ด จะ GTH ก็ทำให้มันเข้าท่าซักนิดนึงก็ได้ไม่ใช่เล่นแบบซื่อๆตรงๆและค้านกับทุกสิ่ง ทุกอย่างที่มึงอุปโลกขึ้นมาแบบนี้ มันคืออะไรกัน! อุปโลกสิ่งหนึ่งขึ้นมาแล้วก็เอาไปว่าคนอื่นเขาก่อนจะจบเรื่องราวทั้งหมดด้วยคำพูดง่ายๆเพื่อให้ทุกอย่างกลับมาอยู่อย่างสันติในโลกอันสวยงาม มันคืออะไรกัน????
     เสียดายถ้าน้องนางเิอกนี่ไม่ได้รับอิทธิพลอย่างสูงมากจากดาราเกาหลีคนนั้น(ที่ตอนนี้ไม่รู้แล้วว่าหายไปไหน) เราก็คงมีเพลินกับการมองดูเธอบนจอ ก็ได้แต่หวังว่าเธอจะไม่หายไปตามดาราเกาหลีคนนั้นนะ แต่ที่เสียดายที่สุดคือพี่โจ๊กที่โดนทอดทิ้งอย่างน่าสงสาร
 
26/01/12 - แรกรักสาวเชียร์เบียร์ (พงศกร ชูบัว/ ไทย/ 2554) - 1/5
     หนังว่าด้วยสาวเอ่อจบใหม่ผู้พยายามหางานทำ หนังมันว่าด้วยเรื่องของอำนาจเงินตราและรูปลักษณ์ภายนอกที่มีผลต่อสังคมในยุคปัจจุบัน ประมาณว่า "ถ้ามึงไม่สวย มึงก็หาเงินไม่ได้" ซึ่งมันก็วนเวียนพูดถึงเรื่องแบบนี้ตลอดเวลาจนจบท้ายด้วยความสุขที่ได้ความสวยมาครอบครองแถมได้ลูกเจ้าของโรงงานเบียร์ที่ชื่อว่า "เบียร์สยาม" มาเป็นแฟนอีก แต่ส่วนที่ Irony คือไอ้ลูกเจ้าของโรงงานเบียร์ก่อนได้นางเองเป็นแฟนนั้นมันเป็นแฟนกับเพื่อนนางเอกอยู่ก่อนแล้วซึ่งหนังไม่ได้บอกว่ามันเลิกกับแฟนเก่าก่อนมาคบกับนางเอกหรือเปล่า แล้วไอ้นางเอกก็ได้ไอ้ลูกเจ้าของโรงงานเบียร์เป็นแฟนคนแรกในชีวิต!!! (แม่ง!พอนางเอกกับลูกเจ้าของโรงงานเบียร์ได้กันปั๊บ หนังเล่นตัดจบไปเลย กลายเป็นหนังปลายเปิดซะงั้น ซึ่งจะว่าเก๋ก็คงไม่ใช่ มันดูเหมือนผู้สร้างไปไม่ถูกมากกว่า) แล้วพอเรามาดูนัยยะจากชื่อเบียร์แล้วมันช่างเข้ากับสังคม ณ ปัจจุบันของเรานี้เหลือเกิน
     มีฉากหนึ่งที่ตลกมากคืออีตัวเพื่อนนางเอก มันพยายามพล่ำสอนไอ้นางเอกตลอดเวลาว่าถ้ามึงไม่สวย มึงก็หาเงินได้ไม่เยอะหรอก แล้วก่อนมันจะออกจากบ้าน มันก็เดินไปอ่านใบดวง (ประมาณพวกใบเซียมซี) แล้วก็อ่านเป็นกลอนดังๆให้ฟังว่าวันไหนสีไหนเป็นมงคล แล้วมันก็เดินออกไป คือฉากนี้เหมือนมันจะบอกว่า "สวยไม่พอมึงต้องมีโชคด้วย" ลึกลับซับซ้อนจริงๆ
     พงศกร (นางกากี, รับจัดหนัก) ยังคงใช้การเล่าเรื่องแบบเล่าเรื่องแบบไปเรื่อยๆต่อไปซึ่งบางทีหากประเด็น บางอย่างมันไม่เด้งออกมาเราก็มักจับหรือหามันไม่เจอซึ่งส่วนใหญ่จะเฟลซะมากกว่า
 
31/01/12 - Man on a Ledge (Asger Leth/ US/ 2012) - 0.5/5
    หนังเทศเปิดปีเรื่องแรกที่ได้ดูและก็ทำเอาเพลียกันตั่งแต่ต้นปี มันสามารถทำให้เราร้องยี้ได้เกือบทุกช่วงตอน หนังเอาส่วนผสมระหว่างหนังเจรจาต่อรองมาพ่วงกับหนังโจรกรรม จริงๆเราว่าไอเดียมันน่าสนใจดีแต่หนังกลับไม่เติมหรือผลิกแผลงให้เกิดความสร้างสรรค์ใหม่เพิ่มเข้าไปให้มีความแตกต่างเลย เราสามารถเห็นหนังอื่นๆหลายๆเรื่องที่หนังเรื่องนี้ลอกมาก (ใช้คำนี้เลยเพราะเราว่ามันชัดมากทั้ง Dog Day Afternoon หรือ The Negotiator) ซึ่งเป็นการลอกแบบขาดจินตนาการมากๆ มันเลยได้ผลลัพธ์ที่เชยแสนเชย แถบหนังก็ไม่ได้ปูพื้นอะไรให้เราเชื่อกับการกระทำหรือความคิดของตัวละครเลย การดูหนังเรื่องนี้เลยกลายเป็นการเดินเข้าทางตันที่เต็มไปด้วยเสียง "ยี้ ยี้ ยี้"
    อนึ่ง ไม่คิดไม่ฝันจริงๆว่าเรายังจะได้เห็นหนังที่ให้คนดูลุ้นในการตัดสายเซ็นเซอร์ตรวจกันขโมย(หรือระเิบิด)อยู่ในโลกยุคปัจจุบันนี้อยู่อีก "ยี้ ยี้ ยี้"
    ปล. จะว่าไปสิ่งหนึ่งสิ่งเดียวที่ยึดเราให้อยู่กับหนังได้จนจบคือน้องนาง Genesis Rodriguez เธอสวดยวดมากกกกกกกกกก
 
 

Comment

Comment:

Tweet

แนะนำ Disturbia ครับ เราว่าเป็นหนังที่สนุกที่สุดของคารูโซ่ big smile

#8 By Seam - C on 2012-06-05 10:59

เราดู I AM Number Four รู้สึกเลยค่ะว่า มันไม่สนุกอ่ะพี่ดีเจ คารูโซ่คะ เรายังชอบ Eagle Eye มากกว่า ตรงที่มันยังสนุกกว่า ระทึกใจกว่า หนังหมายเลขสี่นี่เหมือนหนังรักวัยรุ่นเพิ่งมามันตอนท้ายกับแอ็กชั่น
ส่วน Basic Instinct 2 ให้คะแนนได้โดนใจมากกกก ดูไปหลับไปเลยเรา แถมเข้าไปดูในโรงด้วย --"
Hot! Hot! Hot! Hot!

#7 By Nicky on 2012-05-09 10:12

อยากดู the future มาก

#6 By hovelvideos (203.146.213.83) on 2012-02-09 21:54

ยังไม่ได้ดูใบเฟิร์นเลยครับbig smile
ได้หนังหลายเรื่องที่จะไปชมเลยครับ

#4 By คนขับช้า on 2012-02-08 12:51

Hot! Hot! Hot!

#3 By ทิว แอด ไฟน์ on 2012-02-05 16:38

real steel เขียนซะสนุกเชียว สนุกกว่าตัวหนังไปอีกหลายช่วงตัวsad smile

#2 By keaaaa on 2012-02-05 13:09


เหวอ The Future ออกแว้วว...ต้องไปซื้อๆ

ป.ล.บ้างเรื่องคะแนนน่ากลัวจังนะคับsad smile

#1 By omega on 2012-02-04 10:01