9th World Film Festival of Bangkok

posted on 30 Jan 2012 12:52 by seamsee in Movies
 
22/01/12 - No. 89 Shimen Road (Shu Haolun/ China, Netherland, HK/ 2010/ WFFB9) - 5/5
   ไม่รู้เรื่องราวใดๆก่อนเข้าโรง รู้แต่เพียงว่ามันเป็นหนังจีนแล้วมันก็กลายเป็นหนังที่เราชอบมาก สิ่งที่หนังเรื่องนี้โดดเด่นมากๆคืองานด้านภาพและอารมณ์ถวิลหาอะไรบางอย่างแห่งอดีต เราชอบมากๆกับภาพเกรนแตกๆ สีตุ่นๆอันแสนเชยของภาพ (ที่มีคุณค่าพอในการนำมาเีทียบกับหนังยุคปัจจุบัน) ประกอบกับองค์ประกอบภาพอันธรรมดาสามัญแต่พอมันมาอยู่ในเรื่องราวการเติบโต, ความรักและสภาพการเมืองและสังคมที่ค่อยๆส่งผลกระทบมาหาตัวละครอย่างช้านั้น มันลงตัวมากๆ ความเจ็บปวดค่อยแทรกซึมออกมาอย่างช้าๆซึ่งภาพเกรนแตกๆมันสามารถไปขับอารมณ์ ตรงนั้นได้แบบเอาอยู่จริงๆ
     เราสามารถนำตัวละครทั้งสามไปอ้างอิงถึงเรื่องระบบชนชั้นได้อย่างน่าคิดเหมือนกันโดยโยงมันด้วยการเมืองและโอกาสในชีวิต กล่าวคือชนชั้นบนส่งทัศนคติอุดมการณ์ทางการเมืองมาสู่คนชั้นกลางแต่กลับเข้าไม่ถึงคนชั้นล่างด้วยปัจจัยทางโอกาสที่ต้องหาเลี้ยงชีพมากกว่าไปใส่ใจกับเรื่องราวทางการเมืองเหล่านั้น ตอนจบของหนังเลยเศร้ามากเพราะเห็นได้ชัดว่าความเสรีมันไม่ได้มีสำหรับทุกคนจริงๆ
 
22/01/12 - Lovely Man (Teddy Soeriaatmadja/ Indonesia/ 2011/ WFFB9) - 3/5
     ชอบไอเดียและความหมิ่นเหม่ของมันแต่เสียดายที่หนังกลับไม่กล้าไปให้สุดทางอย่างที่ควรจะเป็นทั้งๆที่องค์ประกอบหลายอย่างเอื้อให้ไปได้ หนังว่าถึงเด็กสาวเคร่งศาสนาผู้ออกตามมาหาพ่อในกรุงจาการ์ต้าพร้อมความลับบางอย่าง ก่อนที่จะได้พบว่าพ่อของเธอกลายเป็นกระเทยแต่งหญิงขายตัวอยู่ข้างถนน
     มันว่าด้วยเรื่องของคนตัวเล็กๆและจุลภาคเล็กๆของสังคมอย่างครอบครัวที่ไม่ได้ตรงกับสิ่งที่คนอื่นๆต้องการให้มันเป็นไป ชีวิตในมุมมืดในแหล่งที่ไม่อาจมองเห็นได้โดยปกติ ก็เพราะชีวิตมันไม่ใช่ทางเดินที่เรียบมันง่ายต่อการก้าวเดินตลอดทั้งเส้นทาง ความผิดพลาดหรือเจ็บปวดจึงเป็นเรื่องสามัญที่ต้องพบเจอ สายใยบางๆระหว่างกันอาจเป็นสิ่งหนึ่งที่เราต้องการในห้วงเวลานั้นก็เป็นได้
     เสียดายถ้าตอนจบไม่ฟิวกู๊สขนาดนั้นเราคงจะชอบหนังเรื่องนี้มากขึ้นอีกนิด
     ปล. ชอบการแสดงของน้องนางเอกในเรื่องมาก
 
 
22/01/12 - Turin Horse (Bela Tarr, Agnes Hranitzky/ Hungary/ 2011/ WFFB9) - 5+++++/5
    การได้ชมภาพยนต์เรื่องนี้ในโรงภาพยนต์ถือได้ว่าเป็นประสบการณ์ที่สำคัญยิ่งของเรา การได้อ้าปากค้างตาเบิกโพรงในฉาก Long Take เปิดเรื่องนั้นเป็นอะไรที่น่าจดจำจริงๆ การเคลื่อนกล้องในหนังเรื่องนี้เรียกได้ว่าเป๊ะมาก คอนทราสระหว่างสีขาว-ดำในทุกเฟรมนั้นเทพมาก จนอยากจะลงไปกราบจอและเบลล่า ทาร์งามๆ (แต่กลัวแกถีบเอา ขนาดขอถ่ายรูปยังไม่ให้ถ่ายเลย)
    หนังว่าด้วยชีวิต 6 วันของพ่อลูกที่อยู่กับตามลำพังในชนบทแห่งหนึ่งท่ามกลางลมกรรโชครุนแรงจนตัวแทบปลิวและเหตุการณ์แปลกประหลาดต่างๆในแต่ละวัน
      หนังนิ่งเรียบช้าจนมีผงกหลับไปสองทีแต่ก็ถือว่าไม่ได้พลาดอะไรไปนักเพราะในแต่ละวันของหนังนั้นแทบจะเป็นกิจกรรมเดิมๆที่ทำซ้ำๆในทุกๆวัน(และใช้เวลานานๆด้วย) แต่เหตุการณ์ซ้ำๆเหล่านี้จะค่อยๆยิ่งตึงเครียดขึ้นเมื่อแต่ละวันล่วงเลยไปทั้งๆที่เป็นเหตุการณ์เดิมๆ เหตุหนึ่งคือเหตุการณ์ประหลาดต่างๆที่เกิดขึ้นในแต่ละวันอันเหมือนลางบอกเหตุแห่งความฉิบหายที่ค่อยๆมาเยือน ฉากที่เราชอบที่สุดคือฉากการเดินทางออกจากบ้านในวันที่สี่ หนังมอบความหวังด้วยการตัดมาที่รถเข็นเต็มไปด้วยของในเวลาอันรวดเร็วแล้วก็ทำลายความหวังนั้นทิ้งด้วยการกลับมาตายรังและย้ายของออกจากรถอันแสนเชื่องช้าก่อนจบฉากด้วยใบหน้าตายซากของลูกสาวที่ริมหน้าต่าง สุดจริงๆฉากนี้
      จริงๆต้องขอบคุณ Q&A ด้วยมากๆที่ช่วยให้เราเคลียร์กับหนังได้อย่างมาก ทาร์ตอบได้ดีมาก ดีเสียจนเรารู้สึกผิดไปเลยกับทุกสิ่งที่รู้สึกกับแกก่อนหน้านี้ 555+
      ปล. ขำตอนก่อนฉายหนัง พิธีกรพูดจบท้ายก่อนฉายหนังว่า "Enjoy!" แต่ทาร์ยิ้มๆแล้วพูดขึ้นมาว่า "I think he use the wrong word"
 
22/01/12 - Little Jerusalem (Karin Albou/ France/ 2005/ WFFB9) - 3/5
    หนึ่งคือหญิงยิวหัวสมัยใหม่เรียนปรัญญาผู้ต่อต้านทุกสิ่งรอบข้างโดยเฉพาะคำสอนของศาสนา เธอเลยปลดแอกด้วยการออกไปเดินดูผู้ชายตอนกลางคืนแล้วก็ไปหลงรักกับคนต่าง ศาสนาที่สุดท้ายเธอก็แพ้พ่ายกับสิ่งที่เธอต่อต้าน
   อีกหนึ่งคือหญิงยิวแต่งงานมีลูกแล้วแต่เพราะความยึดมั่นในศาสนาทำให้ผัวเธอไปมีชู้ เธอเลยทำทุกวิธีทางให้ได้ผัวคืนมาก่อนมารู้ภายหลังว่าสิ่งที่เธอยึดมั่นนั้นมันผิด!
    ใช่! มันคือหนังที่กล่าวถึงความต้องการของเพศหญิงในสภาวะแวดล้อมที่เต็มไปด้วยกรอบที่ซึ่งสุดท้ายไม่สิ่งใดสิ่งหนึ่งก็ต้องพ่ายไป
     อนึ่ง ตลอดเวลาที่เห็นหน้านางเอก เรานึกถึงหน้าน้อง เคต เดนนิ่ง ตลอดเวลาไม่รู้ทำไม 555
 
22/01/12 - Pushed (Florian Schneider/ Germany/ 2011/ WFFB9) - 2/5
     (เขียนเท่าที่เข้าใจจากการเข้าโรงช้าและง่วงบรรลัย)
     สารคดีอันว่าถึงชีวิตอีกด้านของนักสเก๊ตบอร์ด 4 คนที่ไปตามติดว่านอกจากเล่นสเก๊ตบอร์ดแล้วพวกเขาทำอะไรกันบ้าง คนนึงเป็นช่างภาพจากนิตยสารสเก๊ตบอร์ด, คนนึงเป็นศิลปินออกแบบลวดลายบนสเก๊ตบอร์ดและลานสเก๊ต, คนนึงสร้างลานสเก๊ตตามพื้นที่รกล้างแบบไม่หวังรายได้ ส่วนคนสุดท้ายเป็นศิลปินจนๆที่ทำงานศิลปะจากขยะข้างถนน ซึ่งหนังพาเราเข้าไปดูความรักและแรงขับในกีฬาชนิดนี้ที่เข้ามามีผลต่อชีวิตปกติของพวกเขา
     มันคงเหมาะกับคนที่คลุกคลีและรักอยู่กับกีฬาชนิดนี้มากกว่ามั๊งเพราะหลายๆอย่างเราดูไม่ค่อยจะอินและเข้าใจซักเท่าไหร่ แล้วมันก็เป็นสารคดีที่ไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่อะไร รู้สึกว่าเน้นเก๋ซะมากกว่า แต่หากจะมีชอบอยู่บ้างก็คงเป็นไอ้คนสุดท้ายที่ทำงานศิลปะจากขยะ มันเก็บขยะไว้เต็มบ้านจนแทบไม่มีที่จะนอนและด้วยความจนมันจึงต้องทำงานพาร์ตไทม์บ้างไรบ้างเพื่อความอยู่รอดนอกเหนือจากทำสิ่งที่มันรัก ซึ่งที่โดนที่สุดคือตลอดเวลามันจะถามหาแต่สปอนเซอร์ ถามหาโอกาสแบบไม่มีการเหนื่อยอ่อน
 
23/01/12 - Nostalgia For The Light (Patricio Guzman/ France, Germany, Spain, Chile/ 2010/ WFFB9) - หลังดูจบ 2.5/5, หลังหาข้อมูล 5+++/5
    ดูด้วยการไม่มีความรู้ใดๆกับเหตุการณ์ปิโนเชต์เลยจึงทำให้ไม่ค่อยจะรู้สึกหรือเข้าใจซักเท่าไหร่กับหนัง กลับรู้สึกว่าหนังมันเวิ่นเว้อมากๆเสียด้วยซ้ำ จะค้นหาต้นกำเนิดมนุษย์ไปใยกัน แล้วดันไปค้นหาในจักรวาลอีกก็เลยงงแกมเซ็งๆ ส่วนไอ้ที่ค้นหาบนภาคพื้นดินก็รู้สึกธรรมดาเหมือนนักธรณีวิทยาทั่วไป จะเว้นก็แต่หมู่สาวสูงวัยที่พยายามค้นหาศพของญาติพี่น้องของพวกเขาในทะเล ทรายกว้างที่ตอนดูเราพอเดาๆได้ว่ามันต้องมีการสังหารหมู่ในอดีตแน่ๆ
     แต่พอมาหาข้อมูลของเหตุการณ์นั้นแล้วกลับไปคิดถึงหนังอีกทีหนึ่งเราพบว่ามันเป็นความผิดพลาดอย่างมหันส์ที่เราไม่มีพื้นเพใดๆก่อนดูหนังเรื่องนี้เลย (และอยากตบกบาลตัวเองมากๆที่ไม่เคยรับรู้เรื่องราวเหล่านี้มาก่อนเลยทั้งๆที่ค้นหาได้อย่างง่ายดาย) เพราะเราพบว่าทุกสิ่งอย่างในหนังมันสัมพันธ์กันไปหมด เหตุใดเราถึงต้องตามหาจุดกำเนิดของมนุษย์ว่าเพราะเหตุใดมนุษย์จึงโหดร้ายกันได้ถึงเพียงนี้ ที่รุนแรงที่สุดคือการที่หนังบอกว่าก็ไอ้การหาภาคพื้นดินนี่มันไม่ได้ผลไง ขนาดเขาแค่หาสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อไม่กี่สิบปีก่อนยังหากันไม่ค่อยจะเจอเลย ไฉนเลยจะไปหาถึงจุดกำเนิดของเราๆ!
     อยากดูอีกรอบแก้ตัวมากๆๆๆ และอยากหางานชิ้นอื่นๆของผู้กำกับคนนี้มาดู

23/01/12 - Great Day (Chiu Keng Guan/ Malaysia/ 2010/ WFFB9) - 1/5
   อ่อนเปลี้ย ละเหี่ยใจมาก หวั่นเกรงตั้งแต่โลโก้ค่ายโปรดักซ์ชั่นสีลูกกวาดต่างๆตอนต้นเรื่องกันเลยที่เดียว มันว่าด้วยเรื่องของคุณลุงสองคนในบ้านพักคนชราในชนบทแสนสงบและเอ็กโซติก คนหนึ่งเป็นฮกเกี้ยนส่วนอีกคนเป็นกวางตุ้งที่ชอบทะเลาะกันและอวดอ้างกันว่าลูกหลานใครได้ดีกว่ากันจนมีคนหนึ่งที่คิดว่าตัวเองเป็นมะเร็งเต้านม(???) เลยหนีกลับไปพบลูกหลานและหาคำตอบให้กับอีกหนึ่งลุง
     แล้วหนังก็(พยายาม)เดินตามสูตรฟีลกู๊ดเกินพอดีสไตร์ GTH ไปจนจบเรื่อง.....
     (..........)
     โอเค อย่างน้อยๆเราก็รู้ว่ามาเลเซียมีหนังแบบนี้อยู่เหมือนกับบ้านเรา
 
23/01/12 - Zephyr (Belma Bas/ Turkey/ 2010/ WFFB9) - 4/5
   ด้วยความไม่คุ้นชินกับหนับแถบประเทศนี้นักเลยตึงๆง่วงๆกับหนังในชวงแรกนิดหน่อย หนังว่าด้วยช่วงชีวิตของเด็กสาวกับการกลับมาของแม่ หนังเน้นบรรยากาศธรรมชาติอันสวยงาม, การใช้ชีวิตอยู่กับมันและความสัมพันธ์ของแม่-ลูกคู่นี้ซึ่งนิ่งเรียบจนเราหลับไปหลายห้วงเหมือนกัน แต่หนังมาหนักขึ้นในช่วงครึ่งชั่วโมงสุดท้ายซึ่งรุนแรง(แบบนิ่งๆ)พอควร
     เดี๋ยวคงต้องรีับดู Honey ของ Semih Kaplanoglu โดยไว เห็นเขาว่ามีความคล้ายคลึงกันแต่เรื่องหลังไปได้สุดกว่า
 
 
23/01/12 - Cave Of Forgotten Dreams 3D (Werner Herzog/ US, France/ 2011/ WFFB9) - 5/5
     สารภาพบาปก่อน นี่คือหนังของ Herzog เรื่องแรกและเรื่องเดียวที่เราได้ดูจากเครดิตจำนวนมหาศาลที่เขาเคยทำไว้ รู้สึกผิดบาปจริงๆให้ตาย
     แฮร์โซกพาเราเข้าไปสำรวจถ้ำที่มีอายุกว่าหมี่นปีในฝรั่งเศษ พาเราย้อนกลับไปพบกับกระดูกของสิงสาราสัตว์โบราณและภาพเขียนสัตว์ต่างๆบนผนังถ้ำที่แสดงให้เห็นถึงจุดดำเนิดของการบันทึกความทรงจำของมนุษย์(ที่ล้ำกว่าทั่วไปเพราะมีการเขียนภาพแบบซ้อนทับกันหรือแม้แต่เขียนภาพซ้ำๆที่แสดงถึงการเคลื่อนไหว)
     มีช่วงหนึ่งที่หนังพูดถึงเรื่องเพศด้วยเพราะมีชะง่อนหินหนึ่งที่รูปวาดเหมือนผู้หญิงแก้ผ้าก้มโค้งหันหลังให้ ซึ่งดันมีการไปพูดถึงความเป็น Homosepien ของมนุษย์ด้วย และเพราะหนังไม่มีซับเราเลยได้ความแบบงงว่ามันมีการกล่างถึงความเป็นรักร่วมเพศ รวมไปถึงการร่วมเพศระหว่างคนกับสัตว์ด้วย (ซึ่งจริงๆอาจไม่ใช้เพราะเราฟังไม่เคลียร์เอง) ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆก็จะกราบซักครั้ง
     แม้บางช่วงตอนจะดูจักกะจี้ไปบ้าง (เช่นให้ทุกคนเงียบแล้วอาจจะได้ยินเีสียงหัวใจเต้น) บางตอนก็ดูขบขัน แต่เหนือสิ่งอื่นใด การได้ดูหนังสารคดีอลังการๆแบบนี้แถมยังเป็นระบบ 3D ด้วยจึงเป็นอะไรที่น่าจดจำจริงๆ
 
24/01/12 - Juliets (Hou Chi Jan, Shen Ko Shang, Chen Yu Hsun/ Taiwan/ 2010/ WFBB9) - 1/5
   หนังสั้นสามตอนจากไต้หวัน มันเริ่มต้นด้วยดร่าม่าก่อนค่อยๆเฟตลงไปเป็นความตลกขั้นสุด ดังนี้:
     1. Juliet's Choice (By Hou Chi Jan): เราเลือกดูหนังเรื่องนี้เพราะตอนนี้แหละ วิเวียน ชู ที่รักเก่าของเรา แต่เอ่อ! ทำไมเธอดูแก่จังว่ะ? (ใน Fire of Conscience หนังปีเดียวกันยังไม่ขนาดนี้) อาจเพราะการแต่งหน้าก็ได้แต่ก็เอาน่ะถือว่าเหมาะกับบทดี ตอนนี้หนังเหมือนจะมีอะไรดี มีเรื่องการเมืองเข้ามาผสมนิดๆแต่หนังเลือกที่จะให้มันเป็นเพียงแบล็คกราวด์จางๆแล้วไปเน้นความรัก(แบบแอบจิตนิดๆ)มากกว่า ยอมรับว่าตอนหักมุมนี่เราไม่ชอบเลย ยี้มาก
     2. Two Juliets (By Shen Ko Shang): เหนือคำบรรยาย หมายถึงฉิบหายเหนือคำบรรยาย มึงบ้าบอได้อีก ไม่ต้องมีอีกแล้วตรรกะเหตุผลใดๆ ฉากสะกดจิตนี่เป็นอะไรที่กูรับไม่ได้จริงๆ!
     3. Another Juliet (By Chen Yu Hsun): นี่ก็หลุดโลกไปเลย ตลกบ้าบ้อไปเลย แต่อย่างน้อยมันก็จริงใจกว่าตอนที่สองคือกูตั้งใจจะไปสู่ขั้นสุดของความบ้าไปเลย ซึ่งก็พอให้อภัยและสนุกกับความบ้าบอของมันได้เรื่อยๆ(แต่ก็ไม่ได้มาก)
     ดังนั้นเมื่อเราปรับอารมณ์ไม่ทัน แถมหลายๆอย่างทำเอาแอบอารมณ์เสีย ผลก็คือเราเลยไม่ชอบเอาซะเลยและนี่คงเป็นหนังที่ไม่ชอบที่สุดของงานครั้งนี้
     RIP Vivain Hsu......
 
24/01/12 - Dog Sweat (Hossein Keshavarz/ Iran, USA/ 2010/ WFBB9) - 4.5/5
     สนุกมากและเซอร์ไพร์สมาก โดยส่วนตัวที่ดูหนังจากประเทศอิหร่านไม่มากนัก (เรียกได้ว่าน้อยมากๆเลย) เราชอบมากที่หนังเอาข้อบังคับและกฏเกณฑ์ต่างๆของประเทศมานำเสนอได้อย่างน่าสนใจและโครตสนุกโดยใช้วิธีการเล่าเรื่องแบบหลายกลุ่มเหมือนหนังของอินาร์ริตู (Amores Perros, 21 Grams, Babel) คือมันสามารถเสนอให้คนดูเห็นถึงปัญหาต่างๆของประเทศได้แบบไม่ต้องตึงเครียด แล้วยิ่งพอการนำเสนอมันถึง ไอ้สารต่างๆพวกนี้มันเลยเข้าไปในสมองและความคิดได้ง่ายดีโดยไม่ต้องย่อยอะไรมากแต่ยังสามารถรับรู้และรู้สึกกับมันร่วมไปกับตัวละครแถมหนังยังเลือกจบแบบปลายเปิด เลยทำให้หนังมันพีคมากสำหรับเรา
     อนึ่ง ชอบไอ้คู่มันพยายามหาที่เอากันมากๆโดยเฉพาะตอนเดินคุยกันไปเรื่อยๆเพราะหาห้องไม่ได้ แม่ง! แสบมาก
 
27/01/12 - Dance Town (Kyu-hwan Jeon/ South Korea/ 2010)- 5/5
     หนังหนักมาก เราได้เห็นและรับรู้ถึงความเลวร้ายของเกาหลีเหนือมามากพอแล้วทั้งจากหนัง หรือสื่อต่างๆ ดังนั้นเราจึงควรมาเห็นความเป็นจริงอีกด้านที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึงกันบ้าง หนังแสดงให้เห็นถึงมุมมองของผู้อพยมได้อย่างรุนแรงและตั้งคำถามกับคนดูว่า อะไรคือที่ของเรา? มันมีจริงหรือเปล่า? และอดีตมีผลต่อชีวิตเรามากแค่ไหน?
     ชอบฉากจบของหนังมากๆเมื่อสาวน้อยดมกาวฟุบตัวล้มไปในพงหญ้าแล้วกล้องค่อยๆ เคลื่อนออกมาเห็นเป็นทุ่งหญ้าแห้งข้างถนนโดยมีรูอันใหญ่โตในตำแหน่งที่สาวน้อยฟุบตัว นี่คงเป็นภาพแทนของ(อวัยวะ)เพศหญิงที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก (ดูจากขนาดช่องโพรงและสีของหญ้า) ในแวดล้อมที่ต่างคนก็ต้องดิ้นรนให้กับหาที่ทางของตัวเอง (ทำให้คิดถึงตอนจบของ The Isle ของพี่ดุ๊กในด้านที่กลับกัน)
 
27/01/12 - Return Ticket (Teng Yung-Shing/ China, Taiwan / 2011) - 3/5
      หนังว่าด้วยคนพลัดบ้านในมหานครเซี้ยงไฮ้ที่หาทางกลับบ้านพร้อมหาเงินไปในเวลาเดียวกันด้วยการขับรถบัสเถื่อนในมหกรรมคืนถิ่นที่ยิ่งใหญ่ที่สุดประจำปีของโลกอย่างตรุษจีน หนังเรื่อยๆแำกมน้ำเน่าบ้างแต่ข้อดีอย่างหนึ่งคือหนังไม่พยายามบิวส์อารมร์มากมายนักเลยทำให้รู้สึกโอเคกับหนังพอควร โดยเฉพาะเหตุและผลในบทสรุปของตัวนางเอก
     ดูไปคิดถึงหนังที่ว่าด้วยการเดินทางกลับบ้านในช่วงปีใหม่จีนอีกเรื่องอย่าง Last Train Home ที่ได้ดูเมื่อปีที่แล้ว ด้านหนึ่งที่เหมือนกันคือการเปลี่ยนผ่านยุคที่บ้านเกิดคือสิ่งที่ค่อยๆไกลตัวขึ้นเรื่อยๆและไม่ได้เป็นสิ่งสำคัญในชีวิตอีกต่อไปแล้ว กลับกลายเป็นสิ่งท้ายๆที่เรามักจะนึกถึง ส่วนที่ต่างอาจคือการมองความเป็นบ้านเกิดที่ต่างกันซึ่งในเรื่องนี้เรารู้สึกว่าบ้านเกิดเหมือนดั่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์แต่เรื่องหลังกลับคือความจนใจ ที่ทำให้เรื่องหลังนี้รุนแรงมากกว่านัก (หากสามารถนำมาเทียบเคียงกันได้)
 
27/01/12 - Once Upon A Time in Anatolia (Nuri Bilge Ceylan/ Turkey, Bosnia and Herzegovina/ 2011) - 5+++/5
   ครั้งแรกที่ได้ดูหนังของผู้กำกับท่านนี้ แล้วเราก็พบว่าเราตื่นตะลึกกับมันมากๆทั้งๆที่มันน่าจะสัปหงกได้ตั้ง 3-4ครั้ง (หนังยาว 150นาที) หนังถ่ายภาพสวยงามอลังการมากๆ การได้ดูหนังแบบ widescreen และฉายด้วยฟิล์มนั้นเป็นสุดยอดประสบการณ์จริงๆ หนังแบ่งได้เป็นสองพาร์ต พาร์ตแรกคือการตามหาศพที่ตัวละครมักพล่ามหลายๆเรื่องไปมาทั้งชีวิตส่วนตัวหรือเรื่องเล่าต่างๆ (ที่เราอ่านซับทันบ้าง ไม่ทันบ้าง) แล้วคั่นเวลาด้วยฉากบ้านพักก่อนเข้าพาร์ตที่สองเมื่อพบศพแล้วที่หนังเริ่มผ่านคลายมากขึ้นและมาคลี่คลายปริศนาต่างๆจากพาร์ตแรก (ซึ่งจริงๆเราก็พอเดาๆได้อยู่แ้ล้ว)
     แต่ฉากที่ต้องพูดถึงจริงๆและสำคัญมากๆคือฉากเสิร์ฟชาสุดแสนเซอร์เรียลฉากนั้นที่คงต้องขอกราบจองามๆหลายๆครั้งที่เล่นเอาอ้าปากค้างตาลุกโพลงด้วยการกำกับภาพที่งามหยดจริงๆ ทั้งการสโลว์ภาพ แสงไฟที่ก่อเกิดแสงเงาจากตะเกียง สายตาของหญิงสาวรวมไปถึงเปลวไฟที่กระพือด้วยแรงลม ซึ่งทุกอย่างที่ว่ามานั้นมันลงตัวและแป๊ะมาก กลายเป็นฉากมหัศจรรย์บนแ่ผ่นฟิล์มที่ลืมไม่ลง
 

Comment

Comment:

Tweet

I also enjoy reading the comments, but notice that a lot of people should stay on topic to try and add value to the original blog post.

#6 By seo expert (182.177.165.49) on 2012-02-23 12:07

Anatolia ดูจะขยายประเด็นไปในวงกว้างมากที่สุดตั้งแต่ดูหนังของเขามา แต่หนังของเขาใส่รายละเอียดเยอะมากในทุกๆเรื่อง แล้วผมก็ชอบมากๆ

#5 By airport transportations in San Jose (175.110.69.245) on 2012-02-23 00:33

หนังของนูริเรื่อง Anatolia ดูจะขยายประเด็นไปในวงกว้างมากที่สุดตั้งแต่ดูหนังของเขามา แต่หนังของเขาใส่รายละเอียดเยอะมากในทุกๆเรื่อง แล้วผมก็ชอบมากๆ

แต่ปีนี้ผมพลาดไปหลายเรื่องเลย โดยเฉพาะหนังจีนsad smile

#4 By hovelvideo (203.146.213.83) on 2012-02-09 22:16


This great blog is very interesting and enjoyable to read. I am a big fan of the subjects discussed.

#3 By condominiums edgewater (175.110.72.125) on 2012-01-30 20:51

Hot! Hot! Hot!

ว้าวๆๆๆ น่าดูทั้งนั้นเลยนะครับ555+^^

เยอะเลยbig smile big smile big smile
Hot! Hot! Hot!

#1 By ทิว แอด ไฟน์ on 2012-01-30 13:44