20/12/11 (Esplanade Ratchada) - New Year's Eve (Garry Marshall/ US/ 2011) - 1/5
    หากใครที่ชื่นชอบช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองในวันสิ้นปี นี่ก็คงเป็นหนังสำหรับคุณเพราะมันมีทุกสิ่งให้ชื่มชมทั้งเรื่องราวความรักอันโรแมนติก, การฝ่าฝันอุปสรรคเพื่อพบกับความสุข, การเสียสละเพื่อการมอบความสุขแก่มวลมนุษย์, ความหวังอันงดงามใสสว่าง, speech เก๋ๆเท่ๆให้กำลังใจหึกเหิมและจบท้ายด้วยแฮปปี้แอนดิ้งเพื่อเข้าไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ในปีหน้าด้วยใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มและอาจมากับความรักหรือเซ็กซ์ดีๆก่อนข้ามปีที่ซึ่งทุกอย่างเกิดขึ้นในเมืองเก๋ๆอย่าง New York ซะด้วย!
     แต่มันจะไม่เหมาะเลยกับใครก็ตามที่เชื่อว่าโลกนี้แม่งตอแหลและไม่ได้สวยงามอย่างที่เห็นแล้วใครคนนั้นก็จะได้พบกับความอีเดียตแบบขั้นสุด เออออ นี่ตกลงมึงจะสดใสกับขนาดนั้นเลยหรือวะ่ครับ? ตากูพร่าแล้วพร่าอีก!!! (ซึ่งมันอาจเป็นความปัญหาของเราเองคนเดียวที่ไม่เชื่ออะไรแบบนี้) คือถ้ามันเป็นหนังในยุคสิบกว่าปีก่อนที่กูยังเป็นเด็กอินโนเซ็นท์และเห็นทุกอย่างน่าค้นหาไปหมดกูคงชอบหนังเรื่องนี้และกรี๊ดมากกับแฟนตาซีในเรื่อง แหม! จะไม่ให้คิดแบบนั้นได้ไงล่ะทั้งคนติดลิฟท์แล้วรักกัน, คนเคยเจอกันเมื่อปีก่อนแล้วนัดกลับมาพบกันในอีกปีถัดไป, อยู่กับพ่อในวันสุดท้ายของชีวิต, นักร้องอยากแก้ตัวกับแฟนเก่าหรือแม้แต่แชตกับแฟนทหารที่อิรัก!!!!! เชี้ย! คุ้นๆทั้งนั้นเลย
     แกรี่ มาแชลยังคงมาในแนวเดิมที่เคยประสบความสำเร็จ แต่ก็เอ่อ! เมื่อเกือบยี่สิบปีแล้ว ด้วยแนวทางรักสดใสสวยงามโรแมนติกสวีตตี้น่ารักโดยที่ไม่ได้สนใจโลกที่หมุนไปเลย ซึ่งพอมาได้หยุดคิดถึงทั้งตัวหนังและตัวมาแชลแล้วมันก็เกิดคำถามขึ้นมาว่า หรือจริงๆแล้วหนังมันสามารถแสดงภาพของคนอเมริกาได้ อาจจะในเรื่องความฝันแบบอเมริกัน ที่ซึ่งจริงๆมันน่าจะตายไปตั้งแต่ปลายยุค 90 แล้วแต่มาแชลก็ปลุกมันขึ้นมาอีก (แม้จะด้วยเหตุผลใดก็ตาม) แล้วกับเทศกาลนี้อีกที่มันได้กลายเป็นวัฒนธรรมประจำปีไปแล้วซึ่งในเรื่องเราได้เห็นความซีเรียสเคร่งเครียดของคนจัดงาน มันเครียดมากๆเพราะมันสะเทือนไปถึงหน้าที่การงานที่ซึ่งความทุกข์นี้มันมา ตั้งอยู่ในวงล้อมของมวลแห่งความหวังและความสุขที่มาฉาบหน้าปิดบังไว้ ประเด็นคือเรามองเห็นหรือได้ใส่ใจมันหรือเปล่า? หรือเรามัวเมาแต่กับฉาบหน้าหวานๆชั่วครั้งชั่วคราวทั้งๆที่รู้อยู่แก่ใจว่าปีหน้ามันก็ไม่ได้ต่างเท่าใดนักกับปีที่ผ่านๆมา....
     ดังนั้นเรา(เองคนเดียว)อาจสรุปหนังเรื่องนี้ได้ว่าหนังเรื่องนี้ก็ไม่ต่างจากเทศกาลปีใหม่ ที่ทุกคนพร้อมใจกันลืมทุกอย่างเพื่อมาสนุกและบันเทิงกับช่วงเวลาสั้นๆที่ทุกอย่ารอบตัวเอื้อให้เรามีความสุขและเลิกคิดในช่วงเวลาหลังจากนั้น แต่หากจะให้พูดแบบแรงๆหน่อยก็คือ "มาตอแหลกันก่อนที่จะไม่ได้ทำ"
     สุดท้ายอยากบอกว่า เรารักมิเชล ไฟเฟอร์และสาวสเปนนิสคนนั้น (สำหรับเราพวกเธอไม่ใช่ตัวตลก)
 
22/12/11 (DVD) - นางกากี (พงศกร ชูบัว/ ไทย/ 2553) - 0.5/5
     ตั้งชื่อซะแรงและให้คนดูคิดไปไกลแต่ที่ไหนได้นี่มันหลอกกันชัดๆ แถมทำไปทำมาดันกลับกลายเป็นหนังที่สนองตอบอำนาจของเพศชายแบบไม่มีการไว้หน้า ทั้งหน้าปก, ชื่อเรื่องรวมไปถึงเนื้อในของมัน แถมการดำเนินเรื่องยังสามารถเรียกได้เต็มปากว่าน่าเบื่อมาก ยิ่งพวกฉากเซ็กซ์ซีนทั้งหลายยิ่งแล้วใหญ่เพราะพี่เขาเล่นยืดให้ยาวแล้วก็ใช้ภาพซ้ำๆอันเป็นความขี้โกงที่ไม่น่าให้อภัย แถมยังจืดชืดและไร้รสชาติจนอยากจะฟอร์เวิร์ดให้จบไปไวๆ (จริงๆไม่ได้สนใจฉากพวกนี้เท่าไหร่นักหรอก แต่มันแสดงถึงความขอไปทีและไม่ได้สนใจผู้ชมเอาซะเลย) เรื่องราวก็เวิ้นเว้อ เห้อออ (หรือกูคิดมากหวังมากไปเองว่ะ!)
 
24/12/11 (DVD) - อุ้ยอ้าย นางงามตู้กระจก (นครินทร์ ปิ่นมณี/ ไทย/ 2554) - 4/5
     ใครก็ได้ช่วยส่งน้อง "เชอรี่ สามโคก" ไปชิงรางวัลการแสดงทีเถอะจะเป็นพระคุณอย่างสูงยิ่ง!!!
     หากจะให้คิดถึงหนังไทยซักเรื่องที่ต้องไปข้องเกี่ยวกับวงการอาชีพที่ไม่ได้เป็นที่ยอมรับในสังคม เชื่อเลยว่าในจำนวนหนังเหล่านั้นมันต้องมีหนังจำพวกสั่งสอนชี้ถูกผิดให้เห็นไปเลยว่าขาวหรือดำอยู่เกินสามในสี่ของจำนวนทั้งหมดอย่างแน่นอน แต่ไม่ใช่กับหนังแผ่นเล็กๆเรื่องนี้ เราชอบวิธีการมองอาชีพเหล่านี้ในหนังแม้มันจะมาในรูปแบบเรื่องราวแสนคริเช่ (ลูกไฮโซใจแตก พ่อตาย แม่เสียแล้วก็โดนหลอกไปขายบริการ) แต่มันมองมนุษย์เป็นมนุษย์ มันมองสังคมด้วยสายตาแห่งความจริง มันไม่กระแดะมาสั่งสอนในเรื่องที่มันมีอยู่จริงในมุมมืดของสังคม เอาเข้าจริงสิ่งที่สังคมตีตราไว้อาจเป็นเพียงการคิดเองเออเองและกลัวกันไปเสียเอง เพราะจริงๆแล้วในมุมมืดเหล่านั้นมันมีความเป็น "ชีวิต" อยู่เยอะเกินกว่าจะนิยาม...หนังอย่างนี้แหละที่ทำให้เราติดหนักติดหนากับหนังอาร์ไทยในยุคปัจจุบัน

25/12/11 (DVD) - Vertigo (Alfred Hitchcock/ US/ 1958) - 5++/5
     กราบ Hitchcock, กราบ Kim Novak ที่ทำให้ข้าพเจ้าสลบเหมือดคาจอหลังจาก Novak ตกลงมาจากหอระฆัง!!!
    รู้สึกผิดมหันส์ที่เพิ่งมาได้ดูมาสเตอร์พีสของยอดผู้กำกับผู้นี้ หนังเนี๊ยบมาก เสื้อผ้าหน้าผม ฉากพร๊อบ องค์ประกอบภาพและการตัดต่อเรียกได้ว่าเมพขิงๆ เราสนุกกับครึ่งเรื่องแรกมากๆกับปริศนาของ Novak จับโน่นชนนี้วนไปวนมาดั่งก้นหอยปริศนา  แล้วก็มากรี๊ดกับครึ่งหลังที่เดินไปในแนวทางของทริลเลอร์จิตวิทยาหลอนๆ ที่น่ากลัวแบบนิ่งๆ ก่อนมาหักมุมหลังหักในตอนจบทำเอาอึ้งแดกคาจอ!!!
    Kim Novak เสน่ห์ล้นมากๆ สวยมากและเราอยากมองดูเธอนานๆ เราชอบมากๆกับหลายๆฉากที่เธอเหมือนจะหันมามองกล้องแต่ก็มักมองข้ามไปเสมออัน เหมือนเป็นการกลั่นแกล้งคนดูของผู้กำกับ (ใจร้ายจริงๆ) คงต้องรีบหาหนังเรื่องอื่นๆของ Hitchcock มาดูโดยไว..
 
25/12/11 (DVD) -  A Clockwork Orange (Stanley Kubrick/ UK, USA/ 1971) - 5++/5
    นี่คือหนังเมื่อ 40 ปีที่แล้วแต่ความหนักหน่วงของมันนั้นร่วมสมัยมาก มันไปไกล ไกลมากๆอันทำเราอึ้งแดกคาวันคริสมาสต์ (เป็นรอบที่สอง) มันว่าด้วยเรื่องของผลกระทบจากการกระทำ การกลายเป็นเหยื่อและเครื่องมือของเกมทางสังคม(การเืมือง) รวมไปถึงเรื่องของยุคสมัย แนวคิดการเอาตัวรอดด้วยการเปลี่ยนเปลือกนอกที่ขัดแย้งกับเนื้อในและความตลกร้ายของชีวิต
     หนังมีฉากแรงๆเยอะแยะมากมายแต่ในทุกๆฉากนั้นช่างสวยงามและแฝงอะไรให้คิดอยู่ตลอดที่มักมาพร้อมกับองค์ประกอบภาพล้ำๆอันสื่อความรู้สึกได้อย่างสาหัสสากรรจ์ จากที่ได้ดูหนังของคูบริกมาบ้างเราพบว่าเขามักจะใส่นัยยะอะไรหลายๆอย่างลงไปในแต่ละเฟรมเสมอๆเพื่อสื่อสะท้อนสภาพของตัวละครรวมไปถึงหยิกหยอกสังคมไปในทีซึ่งทำเอาเพลิดเพลินมากโดยเฉพาะกับฉากจบอันทรงพลังที่ทำเอาสมองเตลิดเปิดเปิงกันไปเลย!!
     ดูจบแล้วคงจะรู้สึกกับเพลง Singin' in the Rain และ Sympony No. 9 ต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง คารวะคูบริคงามๆให้กับผลงานชิ้นนี้
 
25/12/11 (DVD) - Limelight (Charles Chaplin/ US/ 1952) - 5+++++/5
    Charles, you make me cry again...
     เป็นครั้งแรกที่ได้ดูหนังเสียงของชาลีแล้วก็ทำให้ได้พบว่าชายผู้นี้เก่งมากขนาดไหน จากที่เคยคิดแต่เพียงว่าทำหนังเงียบมันน่าจะ่ไม่มีอะไรให้ต้องคิดมากแต่พอมาดูเรื่องนี้แล้วเราพบว่าเราคิดได้ผิดมหันส์และเป็นความคิดที่โง่เง่ามากๆ เหนือสิ่งอื่นใดเหมือนชาลีทำหนังเรื่องนี้เพื่อตัวเขาเอง (หรือเปล่าไม่รู้ อันนี้คิดเอง) มันว่าด้วยเรื่องราวของยุคสมัยที่ค่อยๆดับลงไปตามกาลเวลาของอายุขัยเพื่อหลีกทางให้กับดาวดวงใหม่ที่จะก้าวขึ้นมาแทนที่ซึ่งพอเราดูหนังด้วยแนวทางนี้แล้วมันทำให้เราเศร้าและเจ็บปวดมาก เราเชื่อทุกอย่างที่เกิดขึ้นในหนัง เรามีความสุขและเจ็บปวดไปกับตัวละคร เราล่องลอยไปกับฉากการเต้นบัลเล่ย์อันแสนงดงาม เราอยากปรบมือดังๆกับฉากการเคารพหนังเงียบด้วยสองยอดนักแสดงตลกแห่งยุคสมัยและเราน้ำตาลไหลพลากกับฉากจบอันแสนเศร้าสุดงดงาม
    Charles, you are a genius man who never ever die from a Cinematic world because I found your gene in Johnny Depp or Robert Downny Jr.!
My best scene ever!
 
26/11/12 (DVD) - Decotora Gal Nami (Hideo Jôjô/ Japan/ 2008) - 1/5
    งงตัวเองเหมือนกันว่าเหตุใดถึงหยิบหนังพิ้งกุญี่ปุ่นเรื่องนี้มานั่งดูก่อนนอน? เอาน่ะมันก็เป็นข้อดีในการเปรียบเทียบกว้างๆกับพิ้งกุไทยๆที่ติดตามดูอยู่ อย่างหนึ่งที่เราต้องยอมเขาคือการลงทุนในงานสร้าง (แหงล่ะ ของเขามีประวัติศาสตร์มายาวนาน) และรูปลักษณ์ของนักแสดง (แน่ล่ะดารา AV มืออาชีพดังๆทั้งนั้น) แต่สิ่งหนึ่งที่ตอนนี้เราไปได้ไกลกว่าเขาคือการใส่ใจในตัวบทที่มากขึ้นและความกล้าในการก้าวออกจากหนังอาร์แบบเดิมๆได้อย่างน่าชม (อันนี้อาจเป็นการมองแบบกว้างมากๆของเราเอง) สำหรับเรื่องนี้เสียตรงที่ว่ามันมั่วซั่วไปหน่อยและไม่ค่อยมีอะไรให้จดจำนักนอกจากความขาวของนักแสดง
 
26/11/12 (DVD) - The Third Man (Carol Reed/ UK/ 1949) - 5+++/5
    มีความสุขเสมอเมื่อได้พบกับหนังที่เปิดประสบการณ์และแนวทางใหม่ๆให้กับตัวเอง น่าขันที่เราพบในหนังเมื่อเกือบ 60 กว่าปีมาแล้ว ภาพขาว-ดำที่จัดแสงแข็งๆในหนังเรื่องนี้มีเสน่ห์อย่างมหาศาล มันเป็น Suspense Thriller Film Noir ที่สนุกมากๆ ที่สำคัญมันยังถูกปกคลุมด้วยความโรแมนติกอย่างที่สุด
    หนังถูกเซ๊ตขึ้นมาในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ในกรุงเวียนนาที่แยกกันปกครองของสี่ประเทศคืออังกฤษ, อเมริกา, รัซเซียและฝรั่งเศษแต่หนังกลับเลือกใช้เสียงดนตรีประกอบจากพิณสายที่ส่งผลให้อารมณ์ความตึงเครียดนั้นลดลงแต่กลับยิ่งไปเสริมความโรแมนติกให้มากขึ้นไปอีก รวมไปถึงการปรากฏตัวของ ออร์สัน เวลล์ กับวลีติดหูให้คิดตริตรอง
     "In Italy for 30 years under the Borgies they had warfare, terror, murder, and bloodshed, but they produced Michelangelo, Leonardo da Vinci, and the Renaissance. In Switzerland they had brotherly love - they had 500 years of democracy and peace, and what did that produce? The cuckoo clock." คมคายมากๆ
     ส่วนที่เราชอบมากที่สุดคงไม่พ้นเรื่องความสัมพันธ์ของตัวละครหลักทั้งสาม มันมีความรัก, ความเกลียดและเส้นแบ่งบางๆของความถูกต้องที่ขั้นกลางไว้อยู่เป็นมุมสามเหลี่ยม เราแสดงออกได้แต่เราถลำลึกลงไปไม่ได้ มันน่าอึดอัดแต่มันก็เพียงพอเพียงแค่การได้อยู่ใกล้แล้วมันก็มาปะทุออกจนก่อให้เกิดฉากจบที่โครตจะคลาสสิค!! รักหนังเรื่องนี้จริงๆให้ดิ้นตาย
Very classic ending ever!
 
26/11/12 (DVD) - ก้านคอกัด (โจอี้ บอย/ ไทย/ 2554) - 3.5/5
    เออเฮ้ย! เอาเข้าจริงเราพบว่าเราเพลิดเพลินกับหนังพอควรเลยทีเดียว อย่างน้อยผู้สร้างก็ไม่มานั่งทำกระแดะเพื่ออยากทำให้ดูแตกต่าง แต่พุ่งตรงไปยังเป้าประสงค์เลยตั้งแต่ต้นนั้นก็คือการล้อขนบหนังซอบบี้ (REC, 28 Weeks Later) และหนังจำพวกคนล่าคน (Cannibal Holocaust, Apocalypto) เข้ามาผนวกกับตำนานแบบไทยๆที่เราว่ามันก็เข้าท่าดี (แม้จะได้กลิ่นโชยๆจากหนังหลากหลายเรื่องก็ตาม) คือมันกล้าดีในการหักโน่นหักนี่จนเราแม่งตามไม่ถูกเลยว่ามึงจะไปทางไหนต่อ ห่า! เอาสาวๆสวยๆที่อยากดูอยากเห็นมาเป็นซอบบี้ทั้งโขยง หรือซามูไรสาวญี่ปุ่นที่มาไงไม่รู้แต่ให้อภัยได้เพราะมึงเดินมาด้วยทางแบบนี้ตั้งแต่ต้น แต่รับไม่ได้อยู่อย่างเดียวคือทุกฉากในท้องฉลาม (ที่ล้อกับหนังอย่าง Buried อีกที) ที่มันโดดออกมาจากโทนหนังทั้งเรื่องแบบไม่น่าให้อภัย
 
29/11/12 (Youtube) - ในดวงใจนิรันดร์ (ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล/ ไทย/ 2554/ Shortfilm) - 5/5
    รู้สึกเหมือนกำลังดู All About Lily Chou Chou ในเวอร์ชั่นที่ผ่อนคลายและเป็นผู้ใหญ่มากกว่าอาจเพราะหนังใช้เสียงเปียโนจากเพลงพระราชนิพนธ์ (แน่ละเพราะนี่เป็นหนังเฉลิมพระเกียรติ) เราชอบความเนียบในเรื่องราวอันสามัญแต่สะท้อนถึงภาวะอันยิ่งใหญ่รวมไปถึงการสะท้อนไปมาระหว่างการเป็นผู้ทำร้ายและการถูกโดนทำร้ายเสียเอง ฉากบนโต๊ะอาหารถือได้ว่ายอดเยี่ยมซึ่งเหตุผลสำคัญคงต้องชมนักแสดงทั้งสามคน ดีใจที่ได้เห็นนุ่นศิรพันธ์แสดงหนังแบบนี้และเห็นตั๊กบริบูรณ์ไม่ตลก ไม่รู้ว่าชื่อตัวละครทั้งเจสัน, อลิสและยอดนี้มีนัยยะใดๆหรือไม่ เมื่อสองคนแรกชื่อฝรั่งจ๋าแต่ตัวพ่อกลับชื่อไทยจ๋า??? ชมหนังได้ ที่นี่
 
29/12/12 (DVD) - Citizen Kane (Orson Welles/ US/ 1941) - 5/5
     ไม่แปลกใจเลยที่นี่คือหนังอับดับหนึ่งตลอดกาลของอเมริกา แทบทุกเฟรมของมันสามารถนำมาศึกษาวิชาภาพยนต์ได้แทบทั้งนั้น ตั้งแต่การจัดวางองค์ประกอบภาพ (โดยเฉพาะการวางตำแหน่งตัวละครเป็นสามมิติโดย Major ของภาพจะอยู่ที่ Midground ที่มีปฏิสัมพันธ์กับ Foregound แล้วให้วัตถุหรือสิ่งใดๆก็ตามที่ถูกกล่าวถึงหรือพูดถึงในฉากๆนั้นเป็น Background โดยให้ความชัดเท่ากันหมดอันเรียกว่า Deep Focus Shot...ขอบคุณ Wikipedia) การตัดต่อด้วยการซ้อนภาพซึ่งเมพมากที่บางฉากทำเอาอึ้งเพราะรับรู้ได้เลยถึงความใส่ใจในแต่ละเฟรมที่ถูกนำมาร้อยต่อกันให้สามารถเล่าเรื่องได้ลื่นไหลและทรงพลัง การเล่าเรื่องแบบกล่าวถึงบุคคลที่สามจากหลากหลายความคิดความเห็นทำให้ในเหตุการณ์เดียวกันเราสามารถเห็นและเข้าใจได้หลายมุมมอง (หรือว่า Rashomon ที่ออกฉายในปี 1950 ได้เทคนิคนี้มาจากหนังเรื่องนี้??? อันนี้เดานะ) แถมในตัวเรื่องราวก็เรียกได้ว่ามันเป็นมหากาพย์ของคนๆนึงเลยก็ว่าได้ มันมีครบทุกรสชาติเพราะมันเป็นทั้งความเป็นหนังดร่ามา, หนังการเมือง, หนังสะท้อนสังคม, หนังรักหรือแม้แต่หนังชีวประวัติ เอาเป็นว่าเป็นหนังที่ดูสนุกและให้่ความรู้ทั้งในบริบทของมันและเทคนิคทางภาพยนต์
 
30/12/11 (DVD) -  October Sonata (สมเกียรติ์ วิทุรานิช/ ไทย/ 2552) - 5+++++/5
      เสียดายมากที่ไม่มีโอกาสดูในโรง เอาแค่เรื่องราวของการพบพานและลาจากด้วยความรักและความหวังของมันก็เอากันตายแล้วยิ่งเรื่องราวนำมาอิงกับประวัติศาสตร์การเมืองของไทยที่ผ่านมาแล้วยิ่งทำให้หนังมีมิติน่าสนใจเพิ่มขึ้นอีกมากมายอันสามารถนำมาพ้องต้องกับความรักของคนทั้งสองได้เป็นอย่างดี ตราบใดที่แสงจันทร์ไม่สามารถพานพบได้กับรวีฉันใด การเมืองไทยก็แทบไม่มีวันพบเจอกับความเท่าเทียบและเสมอภาคหรือประชาธิปไตยที่แท้ได้ฉันนั้น หนังค่อยๆแสดงแสนยานุาภาพเพิ่มขึ้นทีละน้อยๆจะมาระเบิดแตกออกเมื่อเฟรมสุดท้ายจบลงเมื่อเราได้รับรู้ว่าความหวังท่านผ่านๆมานั้นมันเป็นแค่เรื่องราวลมๆแล้งๆ
 
31/12/11 (DVD) - Memories of Matsuko (Tetsuya Nakashima/ Japan/ 2009) - 5/5
     เราอาจสามารถนิยามหนังเรื่องนี้ได้ว่า "มันคือความขมขื่นของชีวิตฉบับลูกกวาดหลากสี" ผู้กำักับนากาชิม่าเก่งจริงๆในการเอาวิช่วลมากมายหลากหลายมารองรับความมืดหม่นของตัวเรื่องราวโดยที่ไม่ได้ทำให้รู้สึกติดขัดใดๆ ด้านหนึ่งมันอาจทำให้ตัวเรื่องนั้นซอร์ฟลงแต่ในอีกด้านมันกลับกลายเป็นตัวช่วยให้ความมืดหม่นนั้นเจือไปด้วยความเศร้าศร้อยในการติดตามชีวิตที่เป็นดั่งละครหลังข่าวของมัสซึโกะ หญิงสาวจิตใจงามแต่โลกกลับไม่รัก ที่ชอบอีกอย่างหนึ่งคือการที่หนังใช้งานภาพเหมือนดั่งหนังอเมริกาประโลมโลกยุคเก่า (น่าจะซักยุค' 30) แต่กลับดำเนิืนเรื่องราวที่มืดหม่นแทนอันทำให้เกิดความย้อนแย้งและัเสียดสีไปในที
 
31/12/11 (DVD) - รับจัดหนัก (พงศกร ชูบัว/ ไทย/ 2554) - 0.5/5
      เป็นการจบปีที่ผิดหวังฉิบหาย หนังเหี้ยห่ามาก เหมือนสร้างมาเพื่อให้ทันกระแสหนัง "รักจัดหนัก" โดยที่ไม่ได้ให้เวลาและความคิดอย่างเพียงพอมันจึงกลายเป็น Parody แบบแบนๆและไร้ซึ่งรสนิยม (ซึ่งกูอาจผิดเองที่มามองหารสนิยมในหนังแบบนี้ แต่กูยืนยันว่าหนังบางเรื่องมันมีจริงๆอันทำให้กูยังตามดูหนังแบบนี้อยู่) มันมีเรื่องท้องไส้อยู่บ้างแบบแกนๆ แต่หลักๆแล้วมันกลับกลายเป็นการเล่นเกมบ้าบอที่คงได้แนวคิดมาจากหนังคัลล์อย่าง "ผู้หญิงห้าบาป" มาแน่ๆ แน่นอนพี่แกยังคงโกงคนดูด้วยการฉายฉากซ้ำเหมือนเดิม โกรธว่ะ!!!
 
 

Comment

Comment:

Tweet

เรียกได้ว่ารอเอนทรี่นี้ทุกเดือน

ป.ล. เอ่อ...ไม่อยากแซว...ดูหนังแบบนั้นเยอะนะครับ ฮ่าๆๆๆsad smile (หนังคลาสสิกนะ)

#8 By omega on 2012-01-05 13:16

ผมแปลกใจสองเรื่องอย่าง กากี กับ อุ้ยอ้าย นี่แหละครับ
แต่ส่วนตัวก็เคยดูอุ้ยอ้ายแล้วล่ะ อิอิ

#7 By Annann-chou-chou on 2012-01-04 23:40

Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

#6 By ทิว แอด ไฟน์ on 2012-01-04 20:05

Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

#5 By NiDA MAilO on 2012-01-04 19:54

ทีแรกเกรงๆ ก้านคอกัด ให้คะแนนเยอะเหมือนกันเดี๋ยวจะหามาดูครับ

ส่วน October Sonata สมกับรางวัลภาพยนต์ยอดเยี่ยมสุพรรณหงส์

big smile

#4 By นกไซเบอร์ on 2012-01-04 16:13

ชอบเพลงตอนจบของ Memories of Matsuko ครับ
ไม่ได้ดูหนังเลยมัวแต่คิดงาน

อุ้ยอ้าย นางงามตู้กระจกน่าดูดีกว่า แต่เรื่อง A Clockwork Orange ดีจริงๆ แหละ หดหู่อย่างสวยงาม!big smile
สิ้นสัปดาห์นี้คงจัดอันดับหนังแห่งปี 2011 ได้เสียที big smile

#1 By Seam - C on 2012-01-04 13:40