14/09/11 - รักจัดหนัก...Love Not Yet (เมธัส ฉายชยานนท์, ไพรัช คุ้มวัน, ภาส พัฒนกำจร, อนุชิต  มวลพรม, ชาคร ไชยปรีชา, อินทิรา เจริญปุระ /ไทย/ 2554)
 

 
     ในฐานะผู้ชมที่ยังเป็นวัยรุ่น(ตอนปลาย)คนหนึ่งที่เคยเฉียดๆเรื่องราวจำพวกเซ็กซ์ๆท้องๆมาบ้างและยังคงมีคำถามคาใจหลายๆเรื่องเกี่ยวกับทัศนคติและการกระทำของสังคมในเรื่องราวเหล่านี้ ดังนั้นเราจึงขอเขียนถึงหนังเรื่องนี้ด้วยการนำเอาความคิดแกมสิ่งที่ได้จากประสบการณ์ของตัวเราเองมาเป็นที่ตั้ง ไม่มีถูก ไม่มีผิดเพราะเราเห็นว่าเรื่องราวเหล่านี้ถูกผิดคือสิ่งสมมุติและไม่สมบูรณ์
 

     แรกสุดเราขอชื่นชมผู้สร้างสรรค์งานนี้ขึ้นมาเพราะเราเห็นว่าสังคมไทยมันควรจะมีการพูดถึงเรื่องของเซ็กซ์และท้องในวัยรุ่นอย่างเปิดเผยมาตั้งนานแล้วตามยุคสมัยที่หมุนผ่านไปในแต่ละวัน ยุคที่สื่อเข้าถึงง่ายมาก  อบายมุขต่างๆเป็นเรื่องง่ายในการเสาะหาประกอบกับความพรุ่งพร่านอยากลี้อยากลองตามประสาฮอโมนต์ของวัยรุ่นอันอาจก่อให้เกิดการก้าวพลาดได้ซึ่งประเด็นก็คือเมื่อถึงจุดนั้นแล้วคนที่พลาดไปจะมีที่ทางของตัวเองในสังคมอย่างไรต่อไป? แล้วมุมมองของคนนอกและสังคมจะมองพวกเขาอย่างไร? ซึงแต่ละคำตอบมันก็คงเป็นเรื่องที่สุดแสนจะปัจเจก แต่อย่างน้อยๆมันก็ช่วยให้เกิดการถกเถียงและได้พินิจพิจารณาถึงอีกมุมหนึ่งที่เราอาจไม่เคยรับรู้มาก่อนโดยเฉพาะมุมมองของวัยรุ่นจริงๆอย่างที่หนังเรื่องนี้นำเสนอ

 

     เอาละมาว่ากันถึงเรื่องหนัง ถ้าจะให้เรียงลำดับความชอบก็จะได้เป็นดังนี้:
 

ทอมแฮ้ง ---> เป็นแม่ เป็นเมีย ---> ไปเสม็ด


     ซึ่งก็หมายความว่าความชอบมันมากขึ้นเรื่อยๆตั้งแต่เริ่มไปจนจบ จะว่าไปเรารู้สึกว่ามันเหมือนเป็นภาคต่อซึ่งกันและกันด้วยซ้ำ ดังจะว่ากันตามลำดับในหนังดังนี้:

 

ก่อน (หนังเปิด โดยเมธัส ฉายชยานนท์):
 

     หนังเรียกความสนใจแรกได้เลยด้วยตอนเปิดที่เล่าเรื่องราวปฐมบทของหนังสั้นทั้งสามในชุดนี้ด้วยสไตล์อันเก๋ไก๋ที่สามารถบ่งสะท้อนความเป็นวัยรุ่นของหนังได้เป็นอย่างดีและทำให้เราอยากตามติดชีวิตของแต่ละคู่พร้อมทั้งการแสดงให้เห็นถึงแนวทางและมุมมองที่จะว่าด้วยเรื่องราวของวัยุร่นจากปากของวัยรุ่นจริงๆ

 

ไปเสม็ด (โดย ไพรัช คุ้มวัน และ ภาส พัฒนกำจร) - อันว่าด้วยเรื่องของวัยรุ่น:


     เราชอบฮอร์โมนที่พรุ่งพล่านในหนังตอนนี้ ชอบห้วงเวลา ณ ขณะมีรักและเซ็กซ์ครั้งแรกเรื่อยไปถึงความตื่นเต้นต่างๆที่ตามมาหลังจากนั้นโดยเฉพาะบทสนทนาเรื่องเอนทรานซ์ที่สามารถเอามาล้อกับเส้นเรื่องหลักได้อย่างสนุก เช่น ลุ้นผลเอ็นท์ (ลุ้นผลเมน), สอบติด (อสุจิเจาะไข่สำเร็จ), เลือกเรียนเอกชนไม่ต้องลุ้นไม่ต้องสอบ (ป้องกันตัวเองไว้เรียบร้อยแล้ว) รวมไปถึงความย้อนแย้งของนักหมากรุกอนาคตนักเศรษฐศาสตร์ผู้วางแผนเก่งฉกาจแต่ต้องมาตกม้าตายในชีวิตจริงอันสามารถไปกัดจิกวงการศึกษาบ้านเราได้อย่างดีด้วยภาษิตอันคุ้นเคยอย่าง "ความรู้ท่วมหัว เอาตัวไม่รอด"


     หนังตอนนี้เป็นตอนที่แยกผู้ใหญ่ให้ออกไปจากพื้นที่ในหนังอย่างชัดเจน ในทางตรงเราจะไม่ได้เห็นผู้ใหญ่แม้แต่คนเดียวเลยในหนังตอนนี้ซึ่งแน่นอนมันอาจคือมุมมองของช่วงวัยที่สิ่งมีชีวิตที่สำคัญที่สุดของพวกเขานั้นคือคนสนิทชิดเชื้อในช่วงวัยเดียวกันอย่างเพื่อนหรือแฟน คำถามคือแล้วเพราะเหตุอันใดเล่ามันถึงเป็นเช่นนี้? หนังอาจมาบอกกับเราในทางอ้อมผ่านเสียง(ที่ไม่เห็นหน้าตา)ของคนสอนหมากรุกและอาจารย์ผู้สัมภาษณ์ทั้งสองที่สะท้อนถึงความคาดหวังของสังคมทั้งๆที่ไม่เคยถามเลยซักนิดว่าเราเต็มใจรับมันหรือไม่? แต่เล่นโยนขี้ให้กับคนวัยนี้อยู่ตลอดเวลา (ทั้งๆที่ผู้ใหญ่ในวันนี้ก็เคยเป็นวัยรุ่นที่อาจเคยโดนโยนขี้มาก่อนก็เป็นได้)

 

     และเพื่อเป็นการเน้นย้ำสิ่งที่ว่าไปในย่อหน้าก่อน หนังจึงมากับฉากการปลูกต้นไม้ในสวนเล็กๆ สวนอันเป็นพื้นที่เฉพาะของพวกเขาเท่านั้น ในสวนที่ทุกคนเข้าใจเพียงมองตา เราไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างขับรถไปส่งวิทเพื่อแข่งขันหมากรุก แต่เรากลับเห็นประกายเด่นชัดบางอย่างที่สะท้อนออกมาเมื่อหนังตอนนี้จบลง...

 

เป็นแม่ เป็นเมีย (โดย อนุชิต  มวลพรม) - อันว่าด้วยเรื่องของสังคม:


     เราชอบอารมณ์ของหนังตอนนี้ เราชอบความเซอร์เรียลบางๆของมันที่ส่วนใหญ่มักอยู่รายรอบตัวละครหลักทั้งสอง หนังตอนนี้เป็นตอนที่ว่าด้วยเรื่องของปัญหาในทุกๆชีวิตและความเป็นมนุษย์ปุถุชนธรรมดาที่ถอดเรื่องราวของศีลธรรมจรรยาบ้าบอทิ้งไป แล้วไปมองในมุมมองที่จริงแท้มากกว่าภาพมัวเมาที่ไม่สามารถมองเห็นได้ โดยนำมาเทียบเคียงกับปัญหาเรื่องท้องในวัยเรียนอีกทีหนึ่งด้วยการใส่ตัวละครที่หลากหลายเข้าไปทั้งตำรวจ, ชีพราหมณ์, นักศึกษาภาพยนต์ปี 7, แม้ค้า, นักเรียน, อาจารย์, วินมอเตอร์ไซร์และแฟนท้องแก่พร้อมลูกน้อยอีกคนโดยที่ทุกๆคนในหนังเรียกได้ว่าไม่มีใครสมบูรณ์พร้อมเลย จนบางทีเรายังรู้สึกเลยว่าปัญหาของคู่พระนางในหนังนั้นอาจไม่ได้หนักหนากว่าที่คิดหากว่าเรามองเห็นสิ่งรอบตัวเหล่านี้และเราก็ชอบมากๆกับวางคาแร็คเตอร์ของทั้งม่อนกับอิ๋งที่ยังไงมันก็ยังคงเป็นวัยรุ่นที่ยังคงมีความฝันและความเป็นเด็กที่ต้องค่อยๆเติบโตเปลี่ยนช่วงวัยไปตามกาลเวลา

 

     เอาละมีฉากหนึ่งที่น่ามาครุ่นคิดคือฉากโต๊ะเหล้าก่อนหนังจบ ฉากนี้ทำให้เรานึกถึงฉากที่ชอบมากๆของหนังเมื่อปีที่แล้วอย่าง "ลุงบุญมีระลึกชาติ" อันว่าด้วยกลุ่มของคนชายขอบที่มักถูกลืมเลือนในความรับรู้บนสารระบบหลักของสังคมแต่ในเรื่องนี้อาจดูผ่านคลายมากกว่าแต่กลับสะท้อนได้หลากหลายมุมมองกว่าด้วยบุคคลในหลากหลายอาชีพและหลากหลายช่วงวัยอันเป็นเหมือนการสรุปประเด็นทั้งหมดที่หนังต้องการนำเสนอในตอนๆนี้ แล้วหนังก็เริ่มเข้าสู่ความเป็นครอบครัวด้วยฉากจบที่ทำให้เราได้เห็นถึงความสมบูรณ์จากหลากหลายความไม่สมบูรณ์ของมันบนรถกระบะคันเล็กๆแต่รับรู้ได้ถึงความอบอุ่น
 
     อนึ่ง ขอนอกเรื่องอย่างออกนอกหน้าในการคารวะสามจอกงามๆให้กับ อุ้ย รัชฏ์ภูมิ บุญบัญชาโชค ที่โผ่ยมาขโมยหนังไปทั้งตอน Embarassed
 
ทอมแฮ้ง (โดย ชาคร ไชยปรีชา และ อินทิรา เจริญปุระ) - อันว่าด้วยเรื่องของครอบครัว:

     เราชอบเรื่องราวของหนังตอนนี้ จริงอยู่ที่หนังตอนนี้อาจเป็นตอนที่มีเส้นเรื่องเล่าแบบธรรมดาที่สุดแต่ประเด็นรายทางกลับเยอะที่สุดและมันเหมาะมากที่ให้เป็นหนังตอนสุดท้ายอันสามารถสรุปได้กับหนังทุกๆตอนที่ผ่านมารวมไปถึงการพาดผ่านไปข้องเกี่ยวในหลายๆเรื่องทั้งเรื่องเพศสภาพที่วิวาทะไปกับสังคมผู้ปกครอง, ความผิดพลาดและการตัดสินใจในการแก้ปัญหา แต่หลักๆแล้วเราเห็นว่าหนังตอนนี้เข้าใกล้ความเป็นครอบครัวมากที่สุด เราโดนมากๆกับการปะทะกันระหว่างสองแนวคิดในสองช่วงวัย สองแนวคิดที่อยู่กันในคนละกรอบที่การตีค่าถูก-ผิดนั้นไร้ค่า มีแต่เพียงผลของการแก้ปัญหานั้นต่างหากที่จริงแท้และจับต้องได้ที่เป็นบทพิสูจน์อันแท้จริงของความรักและความเข้าใจ ฉากกลับจากทำแท้งนั้นรุนแรงมากสำหรับเราเพราะมันได้ก้าวผ่านเรื่องศีลธรรมและความถูกต้องไปไกลโขแล้วจนเหลือแต่เพียงความรู้สึกภายในล้วนๆเท่านั้นที่หนังได้โยนคำถามกลับมาให้กับคนดูว่าเราเคยมองลึกเข้าไปในเปลือกนอกของใครคนนั้นหรือเปล่าว่ารู้สึกเช่นไร?
 
   จริงๆเราว่าตัวละครนัทนี่สามารถนำมาเป็นภาพแทนของคนทุกคนได้เลยนะ ตัวละครที่ใช้ชีวิตปกติมีเพื่อนมีแฟนแต่ก็ไม่วายโดนเรื่องตลกเล่นงาน จนต้องมานั่งครุ่นคิดหาทางแก้ไขแล้วก็ก้าวเดินต่อไป ไม่รู้ว่าผู้กำกับต้องการสื่อนัยยะใดๆกับตัวละครราฟฟี่หรือเปล่า มันเป็นตัวละครที่ไม่มีที่มาที่ไปและมาด้วยรูปโฉมแห่งความเป็นมิตรและซื่อตรง ชื่อตัวละครตัวนี้หากดูเผินๆมันอาจเป็นมุขๆหนึ่งของหนัง แต่เมื่อมองลึกลงไปแล้ว ราฟฟี่ หรือ Raffy ดันไปพ้องเสียงกับ Laughing ซึ่งแปลว่า การหัวเราะ อันสะท้อนกับเรื่อง ตลกในชีวิต ได้พอดิบพอดี
 
     สุดท้ายสิ่งที่ต้องพูดถึงและเราเห็นว่ามันสมควรและเข้ากับหนังชุดนี้มากๆคือตอนจบในแต่ละตอน เราว่าการจบแบบปลายเปิดแบบนี้แหละที่สามารถรองรับประเด็นวัยรุ่นท้องได้ดีนัก เพราะเราเองยังไม่มีทางรู้เลยว่าพรุ่งนี้ของเราจะเป็นเช่นไร? ดังนั้นแล้วเราจะไปพยายามรับรู้วันพรุ่งนี้ของตัวละครไปทำไมเล่า! และเพราะชีวิตมันยังคงต้องเดินต่อไปตามครรลองของเราเอง ฉากจบของไปเสม็ดอาจคือความหวัง, ฉากจบของตอนเป็นแม่เป็นเมียอาจคือการก้าวพ้นวัยและฉากจบในทอมแฮ้งค์อาจคือตอนจบที่สรุปให้กับหนังทั้งเรื่องด้วยการว่าถึงการเริ่มต้นใหม่จากสิ่งมันผ่านไปแล้วและต้องการลืมมันไป ก็ไม่ใช่พวกเราเองหรอกหรือที่อยากให้พรุ่งนี้ดีกว่าวันนี้ อยากให้พรุ่งนี้กลายเป็นวันเกิดอีกวันที่มีความสุขที่สุดของเรา?
 
ดังนั้นแล้วเมื่อฮอร์โมนถึง อารมณ์ถึง เรื่องราวถึง เมื่อนั้นน้ำแห่งความสุขก็แตกหลั่งกระจัดกระจาย
 

เหยดดดดดดดดดดดดดดด

 

5/5


     ปล. น่าตลกที่ตอนดูจบเราให้คะแนนหนังเรื่องนี้แค่ 3.5/5 แต่พอได้เขียนได้คิดถึงมันอีกครั้งเรากลับยิ่งพบว่ามันมีอะไรหลายๆอย่างน่าพูดถึงและคิดต่อมากๆจนสุดท้ายคะแนนมันจึงจบที่ 5/5 แบบนี้แล (คะแนนของเราก็เป็นสิ่งสมมุติและไม่สมบูรณ์พอกัน 555)

Comment

Comment:

Tweet

I am so glad this internet thing works and your article really helped me. Might take you up on that home advice you

#9 By Adidas Stan Smith 1 shoes (210.1.31.28) on 2011-09-27 15:44

จัดหนักไปเลยค่า ^^
Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!
กำลังจะไปดูที่งานแฮพเพนนิ่งเอ็ดเฮาส์เดือนหน้าครับ

#6 By นกไซเบอร์ on 2011-09-16 20:05

ผมชอบหนังวัยุร่นครับ
เพราะยังเป็นวัยรุ่นอยู่
อยากดูๆbig smile
ถ้ายืนยันว่าดีอย่างงี้ ..........รอดูแผ่น *0*

#4 By omega on 2011-09-16 13:39




เยี่ยมยอด Hot! Hot! Hot! Hot!

big smile

#3 By ทิว แอด ไฟน์ on 2011-09-16 10:20

ผมชอบชื่อภาษาอังกฤษของหนังเรื่องนี้ฮะ
"ดังนั้นแล้วเมื่อฮอร์โมนถึง อารมณ์ถึง เรื่องราวถึง เมื่อนั้นน้ำแห่งความสุขก็แตกหลั่งกระจัดกระจาย"

ทิ้งท้ายบทความได้ "หนัก" มาก 5555555

#1 By แฟนผมฯ (223.204.119.28) on 2011-09-15 22:12