03/08/11 (The Square Cinemas) - พุ่มพวง (บัณฑิต ทองดี / ไทย/ 2554) - 2.5/5
    ออกจากโรงด้วยความเฟลยิ่งและเสียดายมากที่เรื่องราวของพุ่มพวงถูกทำออกมาแบบนี้ (จริงๆอยากจะบอกว่าเสียดายที่หนังตกอยู่ในมือผู้กำกับคนนี้มากกว่า) เราชอบครึ่งเรื่องแรกก่อนที่ผึ้งจะโด่งดังนะ เราว่าเราเห็นเลือดเนื้อจริงๆของเธอ เห็นธรรมชาติความพอดีและลงตัวอันเป็นช่วงเดียวกับที่เมื่อได้ยินเพลงของเธอทีไรทำเอาน้ำตาคลอได้ทุกที แต่ไม่ชอบเลยเมื่อหนังเข้าสู่ช่วงครึ่งหลังที่เริ่มโด่งดังและพบเจอกับมรสุม มันเป็นช่วงที่ทำลายสิ่งที่เรารักในครึ่งแรกไปหมด มันเยอะไป มันฟูมฟายเกินไปจนน่ารำคาญและเพลงของเธอในช่วงนี้ก็ประดังมาอย่างไร้การพินิจพิเคราะห์และเหมาะสมซึ่งจริงอยู่ที่เราเพลิดเพลินกับเพลงแต่การยัดใส่เข้ามาโดยไม่ได้ดูอารมณ์หรือมูสในหนังเลยนั้นมันทำให้เรารำคาญและเสียใจ หลายๆช่วงเหมือนคิดอะไรไม่ออกก็เอาเพลงมาใส่ทำเป็นมิวสิควีดีโอเพราะคงเชื่อ แน่อยู่แล้วว่าคนดูจะเคลิมเคลิ้มซึ่งมันก็จริงนะเพียงแต่ผลกระทบมันเยอะมากกว่าเพราะเมื่อหนังจบมันทำให้เราไม่อิ่มใจเลย ดังนั้นแล้วในช่วงครึ่งหลังเรากลับเปลี่ยนไปโฟกัสตัวละคร ธีรพล และการแสดงคอนเสิร์ตที่โรงแรมดุสิตธานีแทน น่าตลกที่เรากลับรู้สึกกับตัวละคร ธีรพล มากกว่าตัวพุ่งพวงเสียอีก มันอาจเป็นการมองเรื่องอำนาจทางเพศด้วยสายตาของเพศชายอย่างเราเองกระมั๊งที่ทำให้เราแนบชิดกับตัวละครตัวนี้ได้มาก มันเป็นตัวละครที่แสนดีแต่แพ้ภัยให้กับสิ่งที่สังคมตีกรอบไว้ด้วยการโดนริบอำนาจที่เคยมีอันเป็นอำนาจเดียวกับที่สังคมตีตราให้กับเพศชายในยุคสมัยที่นักร้องดังหรือครูเพลงเป็นเพศชายเท่านั้นส่วนเพศหญิงทำได้แต่เพียงร้องเพลงแก้ ส่วนการขึ้นเวทีที่โรงแรมดุสิตธานีซึ่งหนังใช้เวทีนี้เป็นบทสรุปของเรื่องนั้น เชื่อว่าผู้สร้างตั้งใจใส่ประเด็นชนชั้นเข้าไปแต่การนำเสนอออกมาแบบนี้กลับทำให้เราเกลียดช่วงนี้มาก มันเป็นตัวสรุปได้อย่างดีว่าหนังมันพยายามเยอะเกินไปจริงๆ บิ้วกันเกินไป สร้างวาทกรรมอันไร้ความหมายและศักศรีจนนำไปสู่ความสงสาร ไม่ได้สงสารพ่มพวงนะแต่เราสงสารเรื่องราวดีๆที่ผ่านมา (และมันก็ส่งผลให้เรากลับไปรู้สึกกับตัวละครธีรพลได้มากขึ้นกว่าเดิมอีกในฉากโต๊ะอาหารกับนายห้าง) อย่างไรก็ตามนี่เป็นหนังที่ควรดูและชมในโรงภาพยนต์หากมีโอกาส การได้ฟังเพลงของพุ่มพวงในโรงนั้นคือความสุขยิ่ง เปาวลีผุดผ่องและเจิดจรัสมากส่วนป๋อณัฐวุฒิดูแตกต่างจากในละครยิ่งนักจนเชื่อว่าสองคนนี้น่าจะได้ชิงรางวัลต่างๆในปลายปีนี้
 
08/08/11 (AVI) - Hyakumanen to Nigamushi Onna AKA. One Million Yen and the Nigamushi Woman (Yuki Tanada/ Japan/ 2008) - 3.5/5
    ดองไว้ในเครื่องนานละตั้งแต่ยังคลั่งน้องหนู "ยู อาโออิ" และตามโหลดหนังของคุณน้องเธอมาไว้ในครอบครองหลายเรื่อง (แต่ไม่ได้ดูต่อซักเรื่อง Tongue out) ยอมรับตามตรงว่าแม้น้องหนูจะเปล่งประกายแค่ไหนแต่ในครึ่งแรกของหนังนั้นยอมรับว่าน่าเบื่อมากเพราะหนังไม่ได้พาไปไหนซักทีอันเป็นการปูพื้นที่รู้สึกว่านานเกินไป แต่หนังเริ่มมาเวิร์คก็ในครึ่งหลังในการเดินทางครั้งที่สามของเธอ หนังว่าด้วยมนุษย์ผู้หลีกหนีสังคม, ผู้คนและความจริงที่คอยกลั่นแกล้งและโหดร้ายก่อนที่การเดินทางด้วยหลักการนั้นจะได้ผลสรุปแห่งความจริงว่ามันเป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้และได้เข้าใจถึง ความเปราะบางของตนรวมไปถึงมองเห็นแสงสว่างในเบื้องหน้า ฉากหันกลับมามองแล้วเดินต่อไปในโปสเตอร์นั้นโดนใจเรามาก จะว่าไปหากหนังไม่ได้น้องยูเราคงรู้สึกเฉยมากกว่านี้
 
10/08/11 (AVI) - Noriko no shokutaku AKA. Noriko's Dinner Table (Shion Sono/ Japan/ 2005) - 5++/5
    ป่วย ป่วยมาก ป่วยมากๆๆๆๆๆๆ หนังเต็มไปด้วยความป่วยไข้ของสังคมในยุคที่เคลื่อนโลกด้วยเศรษฐกิจ(โดยเฉพาะที่ญี่ปุ่น)ที่แยกผู้คนให้ห่างออกจากกันกลายที่เป็นรอยร้าวที่ค่อยๆปริแตก มันโครตสั่นสะเทือนภาวะภายในของเราเป็นอย่างยิ่งเพราะในการประสานรอยร้าวต่างๆนั้นมันเป็นเพียงแค่การฉาบหน้าที่ไม่สามารถเยียวยาหรือรักษาแผลให้หายหรือลืมเลือนมันไปได้เลย หนำซ้ำมันกลับยิ่งเป็นตัวเร่งให้รอยร้าวนั้นแตกสลายออกไปไม่มีชิ้นดี!...เป็นเวลาเหยียดสามชั่วโมงที่สะกดเราอยู่หมัด ผู้กำกับเก่งมาที่สามารถนำพาผู้ชมเดินเคียงข้างกับตัวละครทุกตัวได้อย่างไม่มีเขอะเขินพร้อมทั้งทำความเข้าใจและอึดอัดไร้ทางออกไปพร้อมๆกันกับตัวละครและทำเราถึงกับอึ้งเมื่อได้รู้ว่าเรื่องราวทั้งหมดอาจเป็นเพียงการเสร้งทำเพื่อให้สามารถต่อติดได้กับผู้คนและสังคมที่ส่งผ่านมากับตอนจบอันรุนแรงที่ทำเอาเราแน่นิ่งคาจอ!!!!! (โปรแกรมต่อไปของโชโนะคือหนังสุดดัง Suicide Club ที่ในเรื่องนี้มีการกล่าวถึงด้วย)
 
12/07/11 (DVD) - ฮักนะ สารคาม (ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์/ ไทย / 2554) - 1.5/5
    ไม่แน่ใจว่าแผ่นลิขสิทธิ์ที่ขายกันอยู่ทั่วไปนั้นมีการตัดต่อเสริมแต่งหรือตัดทอนใดๆเพิ่มเิติมหรือเปล่าเพราะเรารู้สึกว่าแต่ละฉากแต่ละซีนนั้นไม่มีความต่อเนื่องกันเลยเหมือนเป็นเพียงแค่การนำเอาเหตุการณ์ต่างๆมาต่อกันแบบทื่อๆเท่านั้น เหตุการณ์หลายๆอย่างที่อุตส่าห์สร้างมาก็ดันตัดจบมันแบบดื้อๆพร้อมๆกับการหาทางออกให้แต่ละกลุ่มของตัวละครแบบง่ายๆซะงั้นโดยใช้ตุ๊กกี้เป็นศูนย์กลางของเรื่อง บางตัวละครที่น่าสนใจก็ดันถูกลืมหายไปซะอย่างงั้นทิ้งให้ค้างคาใจ!! หรือจริงๆมันโดนค่ายหนังจัดการมาตั้งแต่แรกแล้วว่ะ??? เพราะส่วนตัวไม่เชื่อว่าหนังจะเดินออกมาทางนี้สำหรับผู้กำกับคนนี้ ประเด็นต่างๆที่น่าจะแข็งแรงกับอ่อนเพลี้ยไปซะอย่างนั้น ทำให้หนังทั้งเรื่องเสียหายไปพร้อมๆกับความไม่ได้รู้สึกใดๆกับความเป็นมหาสารคามเลย
 
12/08/11 (DVD) - ฮาศาสตร์ (พรชัย หงส์รัตนาภรณ์/ ไทย / 2554) - 0.25/5
     เศร้าใจมาก หากวงการตลกจะฉิบหายอย่างในเรื่อง หนังเรื่องนี้ก็ควรถือเป็นส่วนหนึ่งในความฉิบหายนั้นเพราะมันยิ่งเป็นการตอกย้ำให้วงการตลกตกต่ำและหมดศรัทธาอย่างใหญ่หลวง คือจริงๆเราว่าพล๊อตมันน่าสนใจมากนะในแง่ของโรงเรียนสอนตลกในยุคที่นักแสดงตลกเริ่มเสื่อมคลายความนิยมและการต่อกรกับกระแสเพื่อหาที่ยืนในยุคเกาหลีฟีเวอร์ แต่น่าเสียดายที่ดูเหมือนผู้สร้างจะไม่ได้ใส่ใจในประเด็นที่มันควรค่าแก่การใส่ใจแต่กลับไปวุ่นวายอยู่กับความตลกแบบมุขต่อมุขหรือการด้นสดแบบยิงกราดที่มักพลาดเป้ามากกว่าเข้าเป้า ไม่ใส่ใจในบทภาพยนต์แม้ซักน้อยนิด มันอาจเป็นหนังที่ทำเพื่อตอบสนองนายทุนที่ต้องการหนังทำเงินหลังจากเจ็บตัวจากหนังเรื่องก่อนๆ แต่ความสะเพร่าอย่างใหญ่หลวงในทุกๆส่วนจนได้หนังแบบนี้มามันช่างน่าเศร้ายิ่งนัก
 
13/08/11 (DVD) - For Lung AKA. Fire of Conscience (Dante Lam/ HK/ 2010) - 2/5
     หนังแอ็คชั่นตำรวจจับโจรอีกเรื่อง(อีกแล้ว)ของฮ่องกงที่ว่าด้วยด้านมืดของจิตใจและการจัดการกับด้านมืดนั้น จริงๆหนังก็ไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่หรือสดซิงใดๆเพราะเรื่องราวแบบนี้ถูกทำซ้ำมาไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งแล้ว ดังนั้นสิ่งที่เราไปเพ่งพิจารณาคือส่วนอื่นๆนอกเหนือจากนั้นทั้งขนบเรื่องเส้นสายของวงการตำรวจอันก่อให้เกิดความแพ้ภัยต่อระบบอันโสมม, การตั้งคำถามถึงความถูกต้องต่อการทารุณกรรมของตำรวจที่กระทำต่อผู้อื่น แอ็คชั่นในหนังทำได้ระทึกและลุ้นดีแต่น่าเสียดายที่หนังปูพื้นตัวละครได้เบาบางบางเสียจนเกิดความไม่เข้าใจในการกระทำของตัวละครอันเป็นผลให้เมื่อหนังไปกล่าวถึงเรื่องคนปีมังกร มันจึงกลายเป็นเรื่องตลกไปอย่างไม่น่าให้อภัยเพราะหากจะไปว่าแค่เพียงด้านมืดเพียงอย่างเดียวมันคงไม่เพียงพอในเหตุผลของการกระทำนั้นแม้จะใช้สัญญะของไฟและมังกรมาช่วยก็ตาม
 
13/08/11 (AVI) - Habitación en Roma AKA. Room in Rome (Julio Medem / Spain/ 2010) - 5++/5
    โอ้ยชอบมาก ก่อนดูคิดแต่เพียงว่าหนังมันคงเอากันทั้งเรื่อง เลสกันกระจุย แต่เอาเข้าจริงหนังโครตเก๋เลย มันเริ่มด้วยความเซ็กซี่อย่างที่สุดแล้วค่อยๆเลือนความเซ็กซี่และอารมณ์ใคร่นั้นลงไปจนหมดสิ้นด้วยการเล่นกับประเด็นความจริง-ความลวงที่ก้าวข้ามผ่านเส้นบางๆที่แบ่งสิ่งทั้งสองไปมาอย่างสนุกและยากที่จะเดาทาง ความลวงอาจค่อยๆเผยความจริงหรือจริงๆแล้วความจริงอาจไม่มีอยู่เลยก็ได้? พร้อมๆไปกับการค่อยๆเผยเบื้องลึกเบื้องหลังของตัวละครทั้งสอง (ที่ก็ไม่อาจสามารถบอกได้อยู่ดีว่ามันจริงหรือลวง) หรือแม้แต่การทำลายเส้นแบ่งต่างๆนาๆทั้งเรื่องเพศ, เชื้อชาติหรือแม้แต่ภาษา ภายในห้องๆเดียวที่เต็มไปด้วยภาพวาดงานศิลป์และ Laptop ที่เป็นสิ่งๆเดียวในการเชื่อมต่อกับโลกภายนอก แม้เราจะไม่ชอบตอนจบแต่เราชอบมากๆกับสิ่งต่างๆที่ได้เห็นก่อนหน้านั้น Cool
 
14/08/11 (DVD) - ปัญญาเรณู (บิณฑ์  บรรลือฤทธิ์/ ไทย / 2554) - 5+/5
    เพลิดเพลินเจริญใจมากๆในทุกช่วงเวลาที่หนังเรื่องนี้พาไป หนังน่ารักดี คือจริงๆหนังมันสดใสมาก สดใสซะจนเรายังไม่เชื่อเลยว่าเหตุใดเราจึงสนุกไปกับมันแถมหลายๆครั้งหลายๆช่วงตอนเรายังรู้สึกว่ามันแก้เรื่องง่ายไปหรือเหมือนเป็นการขี้โกงคนดูแต่เรากลับให้อภัยและมองข้ามมันไปตลอด จะว่าไปการแค่ดูเอาสนุกก็ถือว่าประสบผลสำเร็จแล้ว แต่หากมานั่งขบคิดอะไรต่างๆนาๆที่หนังใส่เข้ามาก็ยังสนุก หนังอาจจะเป็นการ Romanticize ชนบทภาคอีสานในเเมืองไทยที่ทุกสิ่งดูสวยงามและสนุกสนานฮาเฮซึ่งก็แสดงออกมาเฉพาะในเบื้องหน้า แต่ในเบื้องหลังความครื้นเครงนั้นก็ยังเต็มไปด้วยปัญหาที่ชนบทมักประสบทั้งการขาดการเหลียวแลจากส่วนกลางรวมไปถึงเรื่องเส้นสาย รวมไปถึงการใส่ตัวละครชาวกรุงเข้าไป หนังเรื่องนี้อาจเป็นหนังที่ว่าด้วยชนบทไม่กี่เรื่องที่มองชาวกรุงในด้านบวก แม้จะมีการจิกหยอกบ้างแต่ก็เพียงแผ่วเบาพอน่ารักและอีกสองส่วนที่เรารู้สึกกับมันมากๆคือการมองตัวละครพระและกระเทยในเรื่องที่หนังมองด้วยสายตาปุถุชนมากๆ ไม่ได้ใช้สายตาของศีลธรรมจอมปลอมใดๆ เพียงแต่หนังอาจมาเสียอยู่อย่างเดียวที่ช่วงท้ายนั้นดูง่ายไปหน่อยในการผูกเรื่องให้ต่อเนื่องกับช่วงต้นเรื่องจึงทำให้หนังในช่วงนี้โดดออกจากเรื่องโดยรวมแต่ก็มีเพียงแค่นั้นเพราะส่วนตัวเรามีความสุขมากที่ได้ดูหนังเรื่องนี้ (บทวิจารย์โครตดีสำหรับหนังเรื่องนี้มีให้อ่าน ที่นี่ ครับของพี่ชายฟิล์มซิก Cool)
 
18/08/11 (Vimeo) - This House Have Ghost (เอกราช มอญวัฒ/ ไทย/ 2554/ Shortfilm) - 5+++/5
    เริ่มแรกมันคือความ Ironic ตั้งแต่การให้นักศึกษานิติศาสตร์ผู้รักความยุติธรรมเข้ามาอยู่ในบ้านที่มีกฏว่า "ห้ามพูดห้ามเถียง" และความ "ชัดเจน" ของหนังในช่วงต้นที่ว่ากันด้วยเรื่องการเมืองแบบโต่งๆ แต่เมื่อเวลาผ่านพ้นไป ส่วนที่เหลือถือได้ว่าเข้าขั้นแซบมาก ความ Ironic ในช่วงต้นถูกทดแทนให้มีเหตุผลมากขึ้นและเมื่อเราได้ลองใส่ภาพแทนของสิ่งต่างๆ เข้าไป(ซึ่งไม่ยากเกินคาดเดา)แล้วดูการกระทำที่เกิดขึ้น ผลที่ได้คือขนที่ลุกตั้งชูชันและการหายใจขัดเหมือนถูกใครซักคนแย่งลมหายใจไป ซึ่งแน่นอนมันไม่ใช่เพราะกลัวผีอย่างในชื่อเรื่องหรอก...ประโยค "นี่บ้านพ่อกู" ยังติดในโสตประสาทอยู่เลย! สามารถชมหนังได้ ที่นี่
 
20/08/11 (DVD) - Hot Super Model (บอย พีระพล/ไทย/ 2553) - 2/5
     สิ่งที่น่าสนใจที่สุดของหนังไทยเรต R ในยุคสมัยปัจจุบันสำหรับเรานั้นกลับไม่ใช่ความโป๊เปลือยหรือเซ็กซี่ใดๆอีกต่อไปแล้ว ซึ่งแน่นอนมันก็ยังคงจะไม่ใช่หนังที่มีประเด็นมากมายให้ได้ขบคิดหรือเรียกได้เต็มปากว่าเป็นหนังที่ดีแต่มันกลับคือความคิดสร้างสรรค์แบบหาตัวจับยากของผู้สร้างซึ่งเรื่องนี้ก็เข้าข่ายอย่างว่า หนังเต็มไปด้วยความรกทางเพลง (หมายความว่าใส่เพลงหลายกหลายชนิดเข้ามาแบบไม่บันยะบันยัง เราสามารถฟังเพลงแบบเต็มๆเพลงได้ไม่ต่ำกว่า 9-10 เพลงที่ประดังมากับภาพที่ไม่ได้นำพาไปไหนเลยเช่นนางเอกกลิ้งตัวเศร้าไปมาบนเตียงก็ซัดไปหนึ่งเพลงเต็มหรือการถ่ายแบบ Long Shot ทั้งเพลงไปที่งานปาตี้อันมากับเพลงฮิปฮอป!!!) และความตลกของพฤติกรรมของตัวละครเช่นใช้การคั่นแต่ละช่วงด้วยการเต้นโคโยตี้ หรือการให้แฟนเก่านางเอกตีลังกาให้ดู (ซึ่งแน่นอนในช่วงที่กล่าวมาก็จัดไปอีกหนึ่งเพลงเต็ม) แต่ที่เด็ดสะระตี่และเซอร์เรียลที่สุดคือซับพล็อตจางๆ (จากพล็อตหลักที่เป็นรักสามเศ้าและการเรียนรู้) อันว่าด้วยการช่วงชิงนางฟ้า(อันหมายถึงนางฟ้าจริงๆอะนะ ไม่ใช่การอุปมาอุปไมย) ระหว่างแวมไพร์และซานตาน โอ้วมาย!!!!!!! ฉากเสร็จกิจแล้วปีกสยายนั้นทำเอาเราตบเข่าฉาดใหญ่ สุดยอดมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
 
24/08/11 (Esplanade Ratchadara) - Cowboys & Aliens (Jon Favreau/ US/ 2011) - 1/5
     ตัวหนังจืดชืดและแห้งแล้งเหมือนโลเคชั่นในหนังเลย ทุกสิ่งอย่างในหนังดูโบราณคร่ำครึ (เชื่อไหมว่าระหว่างที่ดูหนังเรื่องนี้ความคร่ำครึของมันทำให้เราคิดถึงอีกหนึ่งหนังเฟลของปีที่แล้วอย่าง The Wolfman) และก็เป็นอีกหนึ่งหนังที่แถไปเรื่อยๆจนจบอันต้องตำหนิมากๆกับบทหนังที่เบา อ่อนแบบสุดๆ จริงอยู่ที่หนังอาจถูกออกแบบมาให้ไม่ต้องคิดอะไรกับมันมากนักซึ่งก็ไม่ว่ากันแต่มันก็ควรจะมีอะไรที่สามารถนำมาทดแทนกันได้ (หากให้ยกตัวอย่างหนังซักเรื่องที่คิดออกในตอนนี้ก็คงเป็น Wanted ที่เราเฉยๆกับตัวบทเพราะมั่วแต่ไปกรี๊ดแตกกับงานกำกับภาพและสไตร์สุดจี๊ดแทน) ซึ่งเรื่องนี้ไม่มีอะไรแบบนั้นเลยแม้แต่ความสนุก (แฮริสัน ฟอร์ดและแซม ร็อคเวล อาจทำได้แค่เกือบๆเท่านั้น) แถมบทซึ้งๆและรักชาติๆจำพวกคาวบอยจับมือกับอินเดียแดงแถมให้มหาโจรเป็นผู้นำกลุ่มเพียงเพราะมีอาวุธที่ได้มาแบบงงๆมาร่วมมือกันทลายคนนอก(ที่หนังโยนสีดำให้แบบไม่มีแคร์ใดๆ!!!)แล้วก็จบแบบมีความสุขร่วมกันแบบ ever afer นั้นทำเอากูจะเป็นลม นี่ยังไม่นับมนุษย์ต่างดาวอีกตัวจากดาวอีกดวงที่มาร่วมมือกับมนุษย์ด้วยนะ อันทำให้เมื่อถึงฉากฟื้นจากการถูกเผาแล้วไซร้ กูก็หมดศรัทธากับหนังไปในทันที!!!!!
 
07/08/11 (AVI) - The Band (Anna Brownfield/ Australia/ 2009) - 0.5/5
    ก่อนดูก็พอได้ยินกิตติศัพท์มาบ้างว่ามีความคลับคล้ายกับหนังฉาวอย่าง 9 Songs ซึ่งมันก็จริงดั่งว่าแต่ก็เพียงแค่เปลือกผิวๆเท่านั้น กล่าวคือส่วนที่เหมือนกันก็มีเพียงดนตรีร็อคและเซ็กซ์ที่เห็นได้ชัดด้วยตา แต่ส่วนที่มันควรต้องมอบความรู้สึกให้นั้นกลับห่างกันอย่างลิบลับ หนังเน้นฉากอย่างว่าจนเกินพอดีด้วยการใส่ตัวละครกรุ๊ปปี้เข้ามาซึ่งมีหน้าที่เพียงเอากับคนทั้งวงตั้งแต่ต้นเรื่องจนจบเรื่องโดยไม่ได้ให้ความสำคัญที่มากกว่านั้นหรือแม้แต่เรื่องราวน้ำเน่าสุดชึ่งที่เหม็นคลุ้งมาตลอดทั้งเรื่อง แต่ที่เหี่ยห่าที่สุดคือเรื่องของเพลงในหนัง นี่คงเป็นหนังที่เกียวกับวงร็อคที่เพลงแม่งน่าง่วงนอนที่สุดในสามโลกไม่ได้มีความรู้สึกเลยว่ามึงจะมีฝีมือจนสามารถโด่งดังได้อย่างในเรื่อง!!!! สาบส่งจ้า
 
 

Comment

Comment:

Tweet

ปัญญาเรณู มันเจ๋งขนาดนั้นเลยเหรอครับ ไว้จะหามาชม big smile

#9 By นกไซเบอร์ on 2011-09-05 14:13

ไว้จะตามตะล่อมๆไปดูแถวฟอร์จูน ฮิฮิ

#8 By omega on 2011-09-03 08:37

the band เพิ่งดูเมื่อวานนี้

ยังห่างชั้นกับ 9 songs อยู่เยอะ (แม้ว่าจะไม่ค่อยชอบ 9 songs ก็ตาม)

#7 By keaaaa on 2011-09-03 00:59

ชอบคาวบอยกับเอเลี่ยนนะ 55 พาร์ทของคาวบอยเราว่าขลังค์ดี ส่วนคาแร็คเตอร์พระเอกนี่ก็เหมือน สตีฟ แม็คควีน กลับชาติมาเกิด ;)

ส่วนเรื่องอื่นๆนี้ยังไม่ได้ดูเลย เซียมช่างสรรหาหนังมาดูจริงๆ... ว่าแล้วก็ดูหนังใหม่ แวน แดมม์ ที่ถ่ายในไทยต่อ...

#6 By BdMd (124.120.56.192) on 2011-09-02 22:25

พี่อยากดู Room in Rome

#5 By แฟนผมฯ (122.248.16.2) on 2011-09-02 17:43

ผมเป็นหนึ่งในแฟนคลับ ยู อาโออิ จังครับbig smile
มีเกรด 0.25 ด้วยเว้ย 555 เดี๋ยวไปหาโนริโกะมาดูมั่งดีกว่า

keep up good work นะ ขยันอัพเข้า อย่าเอาอย่างเพื่อนบล็อคคนอื่นๆ 555

#3 By eak early : เอกเช้า on 2011-09-02 11:27

> o<

โห บางเรื่องหามาดูได้ไงหว่า

สุด ๆ ๕๕๕๕๕
ยังไม่ได้ดูสักเรื่องsad smile

#1 By wesong on 2011-09-02 09:47