08/06/11 (Esplanade Ratchada) - SUPER 8 (J.J. Abrams/ US/ 2011)


 

** วงเล็บว่างเปล่าคือ spoil ที่ใช้ตัวอักษรสีขาว หากอยากอ่านโปรดทำแถบสีด้วยตัวเองครับ***


"หนังเรื่องนี้ทำให้เราเชื่อในด้านสว่างของตัวเองอีกครั้ง!"


     แรกสุดเลยคงต้องแนะนำให้ไปดูหนังกันครับโดยขอให้ลืมทุกสิ่งอย่างที่เคยรับรู้โดยเฉพาะการโฆษณาตามทีวีหรือหน้าหนังสือพิมพ์ไปเสีย เพราะเอาเข้าจริงหนังไม่ได้เดินไปตามทางที่ PR ไว้แต่อย่างใดเลย (ขนาดภาพในตัวอย่างสุดระทึกยังเป็นคนละภาพกับในหนังจริงเลย) เพราะมันไปไกลกว่านั้นมากและจะเป็นการดีที่สุดหากเราไม่รู้อะไรเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้เลย

 

    ออกตัวก่อนครับว่าส่วนตัวค่อนข้างถูกจริตกับหนังของผู้กำกับเจ.เจ. อับรามส์ เขาทำให้ Mission Impossible ภาคสามเป็นภาคที่เราชอบที่สุดด้วยการแหวกขนบของหนังแอ็คชั่นและเพิ่มความลึกของตัวละครเข้าไป, ยกเครื่อง Star Trek แบบหน้ามือหลังตีนจนกลายเป็นจุดเริ่มของหนังภาคต่อทรงคุณค่าด้วยความมันส์อันสุดสตรีมและกลับมาครั้งนี้ด้วยแนวทางหนังที่ต่างไปจากเดิมอันว่าด้วยแก็งส์เด็กทำหนังในเหตุการณ์เอเลี่ยนหลุดในหมู่บ้านอันเงียบสงบอันก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงต่างๆนาๆ ก่อนที่ทุกอย่างจะค่อยๆถูกเปิดเผยไปพร้อมๆกับส่วนลึกในจิตใจของทุกๆตัวละคร

 

 

 

     ส่วนแรกที่อยากจะขอชมเชยคืองานสร้างที่ทำออกมาให้ได้นึกถึงหนังในยุค '80 ทั้งภาพและอารมณ์อันไปสอดคล้องกับความ Nostalgia หวนหาอดีตที่หนังตั้งใจมอบให้รวมไปถึงสารต่างๆที่แฝงอยู่กับมิตรภาพและการเติบโตโดยมีเอเลี่ยนเป็นตัวแปร โดยสิ่งที่กระทบเราที่สุดอาจคือคำถามที่ว่าเหตุใดเราจึงเติบโตมาด้วยด้านมืดในจิตใจมากมาย? จริงอยู่ที่มันอาจเป็นคำถามน้ำเน่าที่สุดและสามารถตอบได้อย่างกระแดะที่สุด แต่หนังเรื่องนี้ไม่ได้ให้คำตอบแบบนั้น ทุกอย่างที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเหตุเป็นผลและสะท้อนกันไปมา ทั้งความตายในฉากแรกจนไปถึงการสร้างศัตรูในช่วงกลางเรื่องร่วมไปถึงการคลี่คลายในช่วงท้าย เพราะความทุกข์มักกระทบต่อการมองโลกของเรา การมองโลกจึงได้สะท้อนไปสู่ความหวาดระแวงอันไปมีผลกับอุปนิสัย แล้วอุปนิสัยของการมองโลกก็ได้สร้างความมืดดำขึ้นในจิตใจ และเมื่อนั้นการเอาเปรียบเห็นแก่ตัวก็เกิดขึ้นอันยังสามารถสะท้อนไปยังเกมการเมืองได้อีกทอดนึงด้วย

 

     แน่นอนบ่อยครั้งในหนังหลายๆเรื่องเอเลี่ยนมักเป็นตัวสะท้อนที่ดีกับการเป็นสิ่งแทนสำหรับคนนอกหรือคนต่างด้าวชายขอบ (หนึ่งในนั้นที่เห็นชัดๆคือ District 9) ซึ่งเรื่องนี้ก็เช่นกัน หนังให้ภาพเอเลี่ยนที่น่าเกลียดน่ากลัวและลึกลับ (ที่กว่าจะเห็นตัวเป็นๆชัดๆก็ล่อเข้าไปเกินกลางเรื่องแล้ว) อันเป็นสภาพปกติที่รับรู้กันดีของกลุ่มคนพวกนี้ (หากว่าใส่ใจมอง) และยิ่งแน่ชัดขึ้นไปอีกเมื่อได้ทราบจุดประสงค์ที่แท้จริงสิ่งเดียวของเอเลี่ยน แต่เพราะผลสะท้อนไปมาจากย่อหน้าที่แล้วของมนุษย์ได้ส่งผลโดยตรงมายังเอเลี่ยนอันก่อให้เกิดผลกระทบอันใหญ่หลวงและสร้างความเสียหายแก่ทุกผู้ทุกฝ่ายไม่แม้แต่ฝ่ายมนุษย์ด้วยกันเอง! (เอเลี่ยนเพียงต้องการกลับบ้านแต่ทหารอยากได้ประโยชน์จากเทคโนโลยีของพวกเอเลี่ยนก่อน อันมีประเด็นคล้ายๆกับ District 9) ยังไม่รวมไปถึงการปกปิดเพื่อรักษาผลประโยชน์ที่ทำได้แม้แต่ฆ่าปิดปาก!

 

 

    ในอีกด้านหนึ่งหนังยังทำให้เราย้อนกลับไประลึกถึงหนังและ่ช่้วงวัยแห่งอดีต ช่วงวัยแห่งความความเชื่อในความดีงาม, มิตรภาพและการก้าวผ่าน จริงอยู่ที่หากมองผิวเผินมันอาจเป็นเรื่องที่น่าอ๊วกแสนเลี่ยนแต่หนังสามารถดึงเรื่องราวเหล่านี้ขึ้นมาได้อย่างไม่ตะขิดตะข่วนหรือประดักประเดิกแต่อย่างใด พร้อมทั้งแง่คิดในการปล่อยวางอดีต เพราะการยึดติดอดีตที่ผ่านไปแล้ว (แม่) ก็ไม่ต่างอะไรกับการเหนี่ยวรั้งดึงดันสิ่งที่ไม่ใช่ของตน (เอเลี่ยน) อันก่อให้เกิดความเจ็บช้ำและเสียหายกันทั้งสองฝ่าย ดังนั้นแล้วสิ่งที่เราทำได้ดีที่สุดคือการอยู่กับสิ่งที่มีอยู่และคงรักษามันไว้ซึ่งก็คือการอยู่กับปัจจุบันขณะนั่นเอง

 

     กล่าวโดยสรุปหากจะว่ากันตามจริงนี่ก็คือหนังแบบสปีลเบิร์กในพื้นหลังของความเป็นไซไฟเมนสตรีมแบบอับรามส์นั้นแหละ หนังมีพร้อมทั้งฉากดีๆที่น่าพูดถึงมากมาย (โดยเฉพาะฉากเปิดตาของเอเลี่ยนที่อาจทำเอาน้ำตาซึมได้) ในเรื่องราวแห่งมิตรภาพ, ความหวัง, ครอบครัว, การผจญภัย, ความผิดบาปและการให้อภัย มาพร้อมแอ็คชั่นและความเป็นไซไฟชั้นดี ที่สำคัญมันยังเป็นหนังที่สามารถสร้างความขัดแย้งและคิดต่อยอดได้ระหว่างกันและกันของช่วงวัย มันคือหนังที่นำพาเรากลับไปสู่วัยเด็กอีกครั้ง มันคือหนังที่ทำให้เราเห็นด้านสว่างในตัวเองและมันเป็นหนังที่สนุกมากๆๆๆ แค่นี้ก็คงเพียงพอกับการกลายเป็นหนึ่งในหนังแห่งปีของเรา

 

5+++/5


ปล1. ยอมรับว่าเมื่อตอนออกจากโรงยังไม่ได้รู้สึกอะไรกับมันมากนัก (และหนังก็ไม่ได้จบแบบพีคอะไรด้วย) แต่่น่าแปลกที่มันกระตุ้นให้เราคิดถึงมันอยู่เสมอๆ จนตกตะกอนและรักมันมากขึ้นๆ

ปล2. ชอบการสร้างคาแรคเตอร์ตัวละครทุกตัวในเรื่องมากๆ โดยเฉพาะ แอล แฟนนิ่ง เฉิดฉายมาก อยากเห็นเธอแสดงหนังร่วมกับ โคลอี มอเรทส์  จัง Wink

ปล3. โปรดอย่างพลาดหนังสั้นหลังหนังจบด้วยประการทั้งปวง!!!!!!

Comment

Comment:

Tweet

เราชอบครึ่งแรก

ไม่ชอบครึ่งหลัง

#6 By keaaaa on 2011-07-02 11:32

ขนาดนั้นเลย ขอไปดูก่อนแล้วค่อยมาอ่านนะครับ

#5 By นกไซเบอร์ on 2011-06-18 09:54

ว่าจะไปดูเหมือนกันครับ เพียงแต่ยังไม่ว่าง big smile

#4 By Navagan (125.27.78.200) on 2011-06-18 00:01

ทำไมพี่ไม่ค่อยชอบก็ไม่รู้ เหมือนหนังมันขาดอะไรไปซักอย่าง ทั้งที่ตอนต้นๆเรื่องเหมือนจะชอบมากแท้ๆ แต่พอหนังจบก็รู้สึกว่างเปล่าพิกล

#3 By แฟนผมฯ (122.248.16.2) on 2011-06-13 11:10

อารมณ์น่าจะเก่าๆดี อยากดูมากครับบ :)

#2 By juthas on 2011-06-12 17:36

embarrassed โห่ มาดูในโรงด้วย อะไรดลใจ

รวมๆก็คล้ายๆกัน ชีวิตมีความหวัง

#1 By yayoungman on 2011-06-10 11:10