13/01/11 (AVI) - Last Train Home (Lixin Fan/ Canada, China, UK/ 2009)

 
     อย่างที่ทราบกันดีว่าตลอดทั้งปีในประเทศจีนนั้นแทบจะไม่มีวันหยุดเลย(ยกเว้นวันอาทิตย์) แต่จะมีเพียงแค่ช่วงเวลาเดียวเท่านั้นนั่นคือปีใหม่จีนหรือตรุษจีนที่เราเรียกกัน ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวของปีที่พนักงานจะได้กลับบ้านเกิดไปหาครอบครัวและพักผ่อนและเป็นช่วงเวลาหยุดที่ยาวมาก (ปลายมกราคมถึงปลายกุมภาพันธ์ ซึ่งจะนานมากหรือน้อยก็อยู่ที่นโยบายของบริษัทนั้นๆด้วย) และหนังเรื่องนี้ก็เล่าเรื่องในช่วงเวลาดังกล่าวนี้ในระยะเวลา 3 ปี
 
     Last Train Home เป็นสารคดีตามติดชีวิตของคู่สามี-ภรรยาจากเสฉวนที่เข้ามาทำงานในกว่างโจวโดยเ้น้นไปที่การกลับบ้านเกิดไปหาครอบครัวในเทศกาลหยุดยาวนี้พร้อมทั้งการตามชีวิตอื่นๆในครอบครัวโดยเฉพาะลูกสวยคนเดียวของบ้านในช่วงเวลาตั้งแต่ปี 2006 - 2008 อันเป็นปีสุดท้ายที่เกิดวิกฤษเศรฐกิจโลก
 
     หากสามารถข้ามผ่านปัญหาของหนังอย่างหนึ่งคือคำถามที่ว่าหนังเรื่องนี้มีความเป็นสารคดี "จริงๆ" มากแค่ไหน? เพราะมันช่างคาบเกี่ยวระหว่างความจริงกับเรื่องแต่งอย่างค่อนข้างชัดเจน หลายๆฉากเหมือนถูกจัดขึ้นมา, บ้างดูแล้วเหมือนให้แสดงซ้ำๆ จนดูไม่น่าเชื่อเอาเสียเลย แต่หากข้ามคำถามเหล่านี้ไปและเข้าใจว่ามันก็คือเรื่องเล่าเรื่องหนึ่งที่ผู้สร้างอย่างเล่าโดยใช้พื้นหลังเป็นเหตุการณ์จริงมาสะท้อนเรื่องที่จะเล่าได้แล้วละก็ หนังเรื่องนี้นับว่าประสบความสำเร็จมากในการส่งผ่านสื่อนั้น
 
 
     การเดินทางเข้าเมืองมาหางานทำนั้นก็ไม่ต่างอะไรกับการถือเสื่อหมอนข้ามน้ำข้ามทะเลมาทำมาหากินของชาวจีนยุคก่อนในไทย เพราะด้วยความยากจนประกอบกับความไร้ลู่ทางออกหากยังคงฝืนทนต่อไป จนทำให้ต้องลี้ห่างจากสิ่งที่รักเพราะต้องการรักษาสิ่งรักนั้นๆไว้อีกที เป็นความย้อนแย้งและกลายเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมด
 
     บางคนอาจสงสัยว่าเหตุใดผู้คนมากมายต้องแก่งแย่งกันจองรถเพื่อแย่งกับกลับบ้านหรือแย่งกันขึ้นรถไฟด้วยทั้งๆที่เวลาหยุดนั้นก็แสนยาวนาน? เหตุผลอาจเป็นเพราะในความเชื่อของชาวจีน สิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตของชนชาวจีนคือการที่ทุกคนในครอบครัวอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน มีเวลาอยู่ร่วมกัน ดังจะสังเกตได้ง่ายๆเช่นการทานอาหารเย็นร่วมกันหรือกุศโลบายการรวมตัวกราบไหว้บรรณพบุรุษอันเป็นสิ่งที่ชนรุ่นก่อนให้ความสำคัญมากๆซึ่งมันอาจเป็นเหตุผลหนึ่งของการเดินทางครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกประจำทุกปี แถมอย่างที่ทราบกันดีว่าประเทศจีนนั้นใหญ่มาก การเดินทางในบางครั้งถึงกับต้องใช้เวลาหลายวัน บางคนใช้เวลาเดินทางมากกว่าเวลาที่ได้อยู่กับครอบครัวเสียอีก นี่กระมั๊งที่เป็นอีกเหตุผลหนึ่งของการเดินทางนี้
 
     มากไปกว่านั้นเมื่อหนังเข้าไปติดตามชีวิตอื่นๆของครอบครัว เราก็จะได้พบว่าอีกสิ่งหนึ่งที่ชนชาวจีนให้ความสำคัญมากๆคือการมอบการศึกษาให้แก่ลูกๆด้วยความคิดและประสบการณ์ส่วนตัวอันแปลออกมาได้ว่า "คนการศึกษาน้อยต้องทำงานหนัก" (ไม่ต้องมองไปไหนไกลชาวจีนในเมืองไทยที่แหละเป็นตัวอย่างที่ดี) อันเป็นความหวังดีของรุ่นก่อน แต่มันกลับเป็นการสร้างกรอบเล็กๆให้เกิดขึ้นมาและเมื่อหลอมรวมกับโลกปัจจุนบันถูกหมุนด้วยทุนนิยมและเงินคือพระเจ้าอันเป็นการปรับโครงสร้างของทั้งความคิดความเชื่อหรือแม้แต่วัฒนธรรมอันยาวนาน การประทุระหว่างรุ่นจึงถูกจุดประกายขึ้น
 
 
     และแล้วหนังก็ก้าวเข้าสู่ประเด็นหลักอีกพาร์ตหนึ่งเมื่อตัวลูกสาวเลิกเรียนแล้วเข้าไปทำงานในเมือง ซึ่งแ่น่นอนมันย่อมสร้างความไม่สบายใจให้แก่ตัวบุพการีทีซึ่งพยายามเกลี้ยกล่อมอย่างไรก็ไร้ผล แล้วเมื่อมาถึงการเดินทางช่วงสุดท้ายทุกอย่างจึงแตกกระจายออก ความอัดอั้นในใจที่พลั่งพลูในฉากนั้นถูกระเบิดออกมาหลังจากเราเหล่าคนดูได้เห็นรอยร้าวที่ค่อยๆลามเลียมาตลอดตั้งแต่กลางเรื่อง น่าคิดว่าการเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นจากอะไร? เพราะความกดดัน? เพราะความคิดจากส่วนลึกในใจ? เพราะยุคสมัย? เพราะการทำลายด้วยความคิดแบบคนเมือง? หรือมันคือทุกสิ่งผสมปนเปกันไป??? น่าเจ็บปวดที่ความห่วงใยกลับกลายเป็นสิ่งไร้ค่าและความคิดส่วนตัวกลายเป็นความไร้ผล
 
     สุดท้ายมันจึงเป็นเรื่องน่าเศร้ายิ่งที่การเดินทางเข้าหากันในทุกๆปี กลับกลายเป็นการค่อยๆแยกหลายๆสิ่งให้ออกจากกันไปอย่างช้าๆทีละน้อยๆ ค่อยๆแยกย่อยครอบครัวให้แตกออก, ค่อยๆแยกชนบทให้ห่างออกจากสังคมเมืองหรือแม้แต่ค่อยๆแยกคนยุคก่อนกับคนยุคใหม่ออกจากกัน...
 
     และเพราะเหตุการณ์ลักษณะนี้ยังคงเกิดขึ้นและดำเนินอยู่แม้โลกจะผ่านไปกี่ร้อนหนาวก็ตาม ความเิหินห่างจะค่อยๆถ่างออกมากขึ้นเรื่อยๆไร้การควบคุมและจุดสิ้นสุด อย่างที่หนังไม่ได้ตัดสินหรือส่งบทสรุปใดๆแก่ผู้ชมเมื่อหนังจบลง มีแต่ความเหงาเปล่าเปลี่ยวให้เราได้รู้สึก...เท่านั้น
 
5++++/5
 
 
     เกร็ดความรู้ส่วนตัว: ก่อนถึงช่วงเวลาปีใหม่จีนนั้นจะเป็นช่วงที่ผมยุ่งมากที่สุดเพราะต้องดำเนินการวางแผนอย่างละเอียดรอบคอบในการสั่งสินค้าล่วงหน้าเป็นเดือนๆและให้ส่งก่อนการปิดปีใหม่ มิเช่นนั้นจะต้องรอไปจนถึงต้นมีนาคมเลยเพราะช่วงปีใหม่นั้นเค้าว่ากันว่าในเมืองอุตสาหกรรมต่างๆในจีนแทบจะเรียกได้ว่าร้างผู้คน อันอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่บริษัทได้ แต่ข้อดีก็คือพอถึงช่วงปีใหม่จีนนั้นงานผมจะลดลงพอควร Cool
 

Comment

Comment:

Tweet

เอ๊ะๆ เราพลาดเรื่องนี้ไปได้ไง

#13 By Annann-chou-chou on 2011-01-28 11:37

เห็นคนก็ขนลุกแล้วครับ

ปล.แฟนผมกลับบ้านทีไร เหนื่อยแทนมันทุกทีsad smile

#12 By hovelvideo (124.120.75.253) on 2011-01-17 22:48

ฉากเด็ด: "คุณอยากถ่ายตัวจริงของหนูใช่ไหมล่ะ! นี่แหละตัวจริงของหนู!"

ป.ล. อย่าลืมดู Up The Yangzte

#11 By eak early : เอกเช้า on 2011-01-17 21:41

คนขับช้า: ไม่มีฉายโรงครับ ผมโหลดมา

นกไซเบอร์: คล้ายๆกันครับ แต่อลังกาลกว่าร้อยเท่า!

#10 By Seam - C on 2011-01-17 17:49

คล้ายๆกับช่วงสงกรานต์ของบ้านเราหรือเปล่าครับ

#9 By นกไซเบอร์ on 2011-01-17 13:52

sad smile ไอภาพที่2 นึกว่าราชประสงค์ อิอิ...

#8 By yayoungman on 2011-01-15 00:10

ฉายที่ไหนครับ?

#7 By คนขับช้า on 2011-01-14 21:40



น่าดูมาก big smile

#6 By ทิว แอด ไฟน์ on 2011-01-14 20:49

ชอบหนังเรื่องนีั้ทีเีดียว ช่วงท้ายของหนังมันบีบหัวใจมากๆ

#5 By filmsick on 2011-01-14 15:08

ฟาริส: ดูเลย big smile

ไก่: ประมาณนั้นแหละครับ สารของหนัง

พี่โอ๊ต: ไม่ละครับพี่ เขียนแบบนี้แล้วผมสบายใจกว่าครับ พอดีช่วงนี้ไม่ได้ยุ่งเหมือนปลายปีที่แล้วครับเลยสามารถคิดและเขียนออกมาได้เรื่อยๆ big smile

#4 By Seam - C on 2011-01-14 13:22

ชอบย่อหน้าก่อนสุดท้ายครับ เห็นภาพดี

ช่วงนี้มีหนังอยู่ในคิวรอดูเยอะเหลือเกิน แต่เซียมขยันอัพบล็อกจังแฮะ ไม่ลองส่งไป Starpics บ้างล่ะครับ เผื่อได้อยู่สำนักเดียวกับตี้

#3 By แฟนผมฯ (122.248.16.2) on 2011-01-14 12:59

การที่ต้องอยู่ไกลกันของคนในครอบครัวก็จะทำให้
ทรรศนคติที่มีต่อกันเปลี่ยนแปลงไปตามสิ่งแวดล้อม

ยิ่งพ่อแม่ไม่ได้อยู่ใกล้ลูก ลูกก็จะได้รับอิทธิพลทาง
ความคิดจากคนใกล้ตัวมากกว่าพ่อแม่

#2 By Rachel Komolsut on 2011-01-14 12:50

กำลังอยากดูอยู่เลย big smile

#1 By faris (58.9.237.25) on 2011-01-14 12:48