18/07/10 (DVD) นาคปรก (ภวัต พนังคศิริ/ ไทย/ 2553) 

 

 

 

      หลังจากที่โดนเลื่อนฉายมานานแสนนานเพราะตัวเรื่องที่ขัดต่อความเชื่อและศีลธรรม(แค่เพียงเปลือก)ของประเทศไทย แต่พอมีโอกาสได้ฉายก็โดนให้เสริมแต่งความคิดง่อยๆลงไปอันทำให้ประเด็นจริงๆของมันที่ดีอยู่แล้วผิดเพี้ยนเสียรูป ฉะนั้นแล้วในที่นี้ผมจะไม่กล่าวถึงใดๆกับคำเตือนก่อนขึ้นเรื่องและการสร้างบทสรุปของตัวละครแสนง่อยในช่วงเครดิตท้ายหนัง มิฉะนั้นแล้วหนังเรื่องนี้จะกลายเป็นหนังที่เลวร้ายไปในทันที และขอทำการไว้อาลัยกับการกระทำนี้ด้วยการก้มหัวมองดินแต่ให้มือเขียนมันออกมาแทน...

 

     "นาคปรก" เป็นเรื่องของสามหัวขโมยที่โดนตามล่าโดยตำรวจจากความอุกอาจไปขโมยเงินจำนวน 7 ล้าน เมื่อหมดทางหนีจึงนำเงินไปซ่อนไว้ในวัดแห่งหนึ่ง แต่เมื่อจะกลับมาเอาเงินคืนดันพบว่าที่ตรงนั้นได้ถูกสร้างโบสถ์ทับไปเสียแล้ว ทางเดียวที่จะเอาเงินคืนมาได้คือการบวชเป็นพระแล้วแอบขุดเงินขึ้นมาในยามค่ำ

 

     สิ่งแรกทีต้องขอชื่นชมผู้สร้างเลยก็คือการใช้ความรุนแรงทั้งด้านภาพและอารมณ์มารับใช้ "แก่น"  ของพุทธศาสนา ซึ่งผมว่าเหมาะสมหากว่าเราจะเข้าได้ถึงกับแก่นแท้ของสิ่งใด (เช่นเราจะเข้าใจแก่นแท้ของความเจ็บปวดเมื่อเราต้องเคยผ่านความเจ็บปวดมาก่อน, เราจะเข้าใจแก่นแท้ของศาสนาก็เมื่อเราได้ล่วงละเมิดบัญญัตินั้นๆแล้ว) ฉะนั้นในการนี้ผมจึงเห็นว่าหนังเดินทางมาแบบนี้แหละดีแล้ว และยิ่งชัดเจนมากเมื่อหนังใช้ประเด็น "เปลือกนอกและเนื้อใน" เป็นประเด็นหลัก เราจึงได้เห็นการตีแผ่ความจริงของโลกที่แม้มีเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจใดๆก็ไม่สามรถไปเปลี่ยนแปลงมันได้ เพราะคนมันมีหลายแบบ (ดั่งบัวสี่เหล่า) และศาสนาก็ไม่ได้มั่นใจได้ว่ามีความบริสุทธิ์ 100% ดังนั้นการแบนหนังเรื่องนี้, การปรับแต่งหนังเรื่องนี้ ก็ไม่ต่างจากพระสงฆ์ที่ภายนอกดูงดงามน่าชื่นชม แต่ภายในกลับเต็มไปด้วยกิเลสไม่สิ้นสุดเพื่อผลประโยชน์แห่งตน

 

     ในเรื่อง เปลือกนอกและเนื้อใน"  ยังสะท้อนให้เห็นถึงสังคมทุนนิยมในปัจจุบันอีกด้วย อันเห็นได้จากการให้ค่าของคนที่รูปร่างหน้าตา, อาชีพหรือชาติตระกูล รวมไปถึงการสะท้อนถึงพุทธศาสนาจากความเจริญก้าวหน้าของวัตถุตามวัดวาต่างๆ ที่ดูอลังการสวยงามแต่ภายในกลับเน่าฟอนเฟอะทั้งการเมืองและผลประโยชน์ภายในของภิกษุตัวแทนแห่งพุทธศาสนา ซึ่งต่างๆเหล่านี้ก็ไม่ต่างไปกับองค์พระนาคปรกที่ซุกซ่อนเิงินตราไว้ภายในหรือภิกษุที่ใช้เงินบาปสร้างโบสถ์ แต่หากมองอีกด้านหนึ่งที่สว่างกว่าเราก็จะได้พบกับเนื้อแท้แห่งความดีของทั้ง "ปอ" และ "ป่าน" รวมไปถึงอีกด้านหนึ่งของพระนาคปรกที่ครอบพระพุทธรูปทองคำเอาไว้ภายใน

 

     อนึ่งการทำให้ศาสนาถูกเชิดส่งให้สูงขึ้นโดยการขับเคลื่อนด้วยแนวคิดว่ามันจะสามารถขัดเกลาความละโมบและกิเลสของคนได้นั้นก็เป็นเรื่องจริงที่น่าประพฤติตาม แต่มันก็อาจจะไม่ใช่ทั้งหมดเพราะสิ่งที่เกิดขึ้นคือการลดทอนควาบริสุทธิ์ของ "แก่นแท้" ของศาสนาลงไป เราไหว้พระไหว้เจ้าเพราะต้องการความสำเร็จ เราหวังสิ่งตอบแทนเมื่อเข้าหาศาสนา แต่สิ่งที่แย่ที่สุดกลับคือการใช้ศาสนามาทดแทน(หรือชดเชย)ความละโมบและกิเลสของเราเอง ฉะนั้นแล้วการสร้างโบสถ์ด้วยเงินบาปก็ไม่ได้ช่วยอะไรให้ดีขึ้นเลย...

 

 

      สำหรับตัวละครต่างๆในเรื่องที่ผู้สร้างใช้แนวคิดของบัวสี่เหล่าในการสร้างตัวละครก็ดูน่าสนใจ เพียงแต่ในบางครั้งหากนำมาแบบตรงๆก็อาจทำให้มิติของบางตัวละครแบนราบเกินไปอย่างเช่นตัว "สิงห์"  ของเรแม็คโดแนลด์ที่เลวแบบด้านเดียวชัดเจนเกินไป แต่สำหรับตัว "ป่าน" ของเต๋าสมชายและ "ปอ" ของเต้ปิติศักดิ์นั้นถือว่าโชคดีที่เป็นบัวในเหล่าที่ยังพอมีความขัดแย้งกันบ้างทำให้พอดูมีมิติขึ้น เพียงแต่การสร้างแรงขับของ "ป่าน" ยังไม่แข็งแรงพอจนทำให้ฉากการเทศนาของตัวละครตัวนี้กลายเป็นส่วนด้อยของหนังไปโดยปริยาย (สำหรับตัวตำรวจนั้นไม่ขอพูดถึงเพราะเข้าใจกันดีและชัดเจนอยู่แล้ว)

 

     แต่ตัวละครที่ผมสนใจที่สุดกลับเป็นกระหรี่นามน้ำผึ้งและหลวงตาชื่น น้ำผึ้งคือคนในยุคปัจจุบันโดยแท้ เป็นกระหรี่ที่เกรงกลัวต่อบาป แต่หากเป็นเรื่องของเงินทองแล้วละก็บาปบุญเป็นไม่สน ซึ่งก็ไม่ต่างอะไรกับนักการเมืองบ้านเราที่ขายตัวเองเพื่อประเทศชาติ กลัวเกรงภาพลักษณ์ภายนอกอันแสนดีของตน แต่หากเป็นเรื่องผลประัโยช์แล้วละก็หัวใครหัวมัน!!! ประโยคเด็ดที่ผมขอยกถวายซัก 5 จอกแด่ตัวละครตัวนี้คือ "กระหรี่อย่างกูก็คงบริหารประเทศได้ละว่ะ!!!"  ด้วยการแสดงของทรายเจริญปุระในเรื่องนี้ชนะทุกสิ่งและขโมยทุกฉากที่เธอปรากฏตัว!

 

     สำหรับหลวงตาชื่นนั้นจัดได้ว่าเป็นตัวละครที่สำคัญที่สุดของหนังก็ว่าได้เพราะเป็นผู้กุมเรื่องราวทั้งหมดไว้และเป็นจุดหมายสำคัญของประเด็นต่างๆของหนัง หลวงตาชื่นเป็นตัวละครที่ทำให้เราตั้งคำถามว่า "พระที่ดีคือแบบไหนกันแน่?" เป็นตัวละครที่ก่ำกึ่งมาก แม้ในช่วงท้ายหนังจะแสดงเห็นด้านมืดอย่างเด่นชัด แต่ในระหว่างเรื่องนั้นเราไม่สามารถมั่นใจใดๆได้เลย (แม้ว่าบางคนจะเดาทางได้อยู่แล้วว่าบทสรุปท่านจะไปทางไหน) ซึ่งในชีวิตจริงพระแบบนี้มีอยู่เยอะมากๆจากประสบการณ์ส่วนตัว ที่การกระทำภายนอกไม่อาจสามารถบ่งบอกได้ถึงเนื้อแท้ภายในได้ เหมือนดั่งประเด็นที่หนังเรื่องนี้ใช้มาตลอด

 

    ดังนั้นแล้วสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่ามนุษย์ ไม่ว่าจะมาจากแห่งหนใด? ชาติตระกูลอย่างไร? ถือหน้าที่แบบไหน? กระทำการแบบใดมันก็เป็นเพียงแค่เปลือกนอก หาใช่เนื้อแท้ภายในที่ไร้ซึ่งความบริสุทธิ์ผุดผ่องไปไม่???

 

4.5/5

 



ปล1. ตามประสบการณ์ที่เคยบวชมาจากวัดป่าที่เคยเชื่อว่าน่าจะเคร่งครัดและดูจริงจังมากกว่าพระบ้านทั่วไป พระที่ฉันมื้อเดียวต่อวัน พระที่ไม่สามารถจับต้องเงินได้ พระที่เน้นปฏิบัติมากกว่าอ่านเขียน แต่สิ่งที่ได้พบเจอนั้นกลับเป็นเรื่องราวที่ไม่ต่างกันเลยกับตอนที่เป็นฆราวาททั้งการเมืองและผลประโยชน์ภายใน จริงอยู่พระที่เคร่งจริงปฏิบัติจริงก็มีแต่หากเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์แล้วต้องบอกว่าน้อยมากๆ ซึ่งทำให้ผมมั่นใจมากๆว่าหากยังไม่สามารถตัดขาดจากกิเลสได้แล้วไซร้ มนุษย์ก็ยังคงเป็นมนุษย์มีความต้องการไม่สิ้นสุดอยู่ล่ำไป  (มันเป็นเรื่องที่เราๆรู้กันอยู่แล้ว แต่กลับบางกลุ่มดันไม่ยอมรับความจริงนี้เสียที)

 

ปล2. เขียนด้วยความรีับ(เพราะใช้เวลางาน) หากผิดพลาดประัการใดก็ขออภัยไว้ด้วยครับ

 

Comment

Comment:

Tweet

ดีมาก ให้ความคิดดี

#19 By ลุงเสิด (110.77.186.220|110.77.186.220) on 2014-04-27 13:05

ชอบหนังเรื่องนี้ นอกจากสนุกแล้วยังได้คิด big smile big smile
ใช่เลย
จากประสบการณ์ที่บวชมา ไม่ค่อยซึ้งถึงพุทธศาสนาเท่าไหร่ พระอะไรเช่าดีวีดีมาดู 555+

#17 By เหมนันต์ on 2010-07-30 15:01

ชอบมากทีเดียวเรื่องนี้
เพิ่งเขียนถึงเหมือนกัน
แม้น่าจะทำได้ดีกว่านี้ แต่ก็น่าชื่นชม

#16 By คนขับช้า on 2010-07-28 18:08

หนังสนุกมากครับ หลวงตาเลวหักมุมแบบขี้หักใน

ศาสนาพุทธประเทศเราเปลือกหนามากครับ ต้องกระเทาะกันนานเป็นชาติsad smile sad smile sad smile sad smile

#15 By Untitled_666 on 2010-07-27 21:57

^
^
ยุ่งจริงๆครับ เพียงแต่ความอยากเขียนมันมากกว่าเลยแอบจิ๊กเวลาเอา 555 (จริงๆกลัวสิ่งที่อยู่ในหัวมันหลุดไปเสียก่อนครับ)

#14 By Seam - C on 2010-07-23 08:32

หูย อยากดู โดยเฉพาะการแสดงของพี่ทราย open-mounthed smile

ว่าแต่ที่เซียมว่างานยุ่งนี่คือการเขียนบทวิจารณ์นี้ใช่ไหมครับ question

#13 By BdMd (58.137.81.98) on 2010-07-22 10:15

^
^
ด้วยความยินดีครับ ^^

#12 By Seam - C on 2010-07-22 09:20

ฉกเรื่องนี้ไปไว้ "กลางแปลง" เดือนกันยาได้ไหมนี่


question open-mounthed smile
พี่โอ๊ต: ช่วงหนึ่งพี่วินก็ติผมเหมือนกันครับซึ่งเป็นสิ่งที่ดีมากๆครับ ซึ่งต้องขอขอบคุณพี่มา ณ ที่นี้ด้วย เดี๋ยวผมจะลองตรวจทานอีกทีครับ big smile

#10 By Seam - C on 2010-07-22 07:50


ต้องดู big smile

#9 By ทิว แอด ไฟน์ on 2010-07-22 00:55

ผมว่าเรื่องนี้ ประเด็นดีนะครับ แต่การนำเสนอยังขาดๆเกินๆอยู่อีกนิดหน่อยopen-mounthed smile

#8 By keaaaa on 2010-07-21 23:57

Hot!

#7 By eak early : เอกเช้า on 2010-07-21 22:37

เขียนได้ดีนี่ครับ จับประเด็นได้ชัดเจน ขนาดรีบๆนะนี่

แต่พี่ขอตินิดเดียวครับ หลังๆพี่อ่านบทความของเซียมแล้วพบคำที่เขียนผิดบ่อยจัง มันอาจจะไม่ใช่เรื่องร้ายแรงและไม่มีผลกับความดีงามของเนื้อหา แต่ระวังได้ก็น่าจะดีนะครับ

แหะๆ ติงเพราะหวังดี อย่าถือสากันเน้อ

#6 By แฟนผมฯ (112.142.89.184) on 2010-07-21 22:28

โว้ว หมกแผ่นไว้นานแล้ว ยังไม่กล้าดูซะทีเลยคับ

ป.ล.เราจะเข้าใจแก่นแท้ของศาสนาก็เมื่อเราได้ล่วงละเมิดบัญญัตินั้นๆแล้ว<< น่าคิดมากๆsad smile

#5 By omega on 2010-07-21 22:03

555 นั้นสิครับพี่ แหะๆ question

#4 By Seam - C on 2010-07-21 20:13

ในที่สุดน้องเซียมก็เข้าวงจรของเราแล้ว เขียนในเวลางาน 555

#3 By filmsick on 2010-07-21 19:50

เคยไปบวชมาเหมือนกัน..ขนาดเป็นวัดที่ไม่เน้นพุทธพาณิชย์และกิจนิมนต์ต่างๆ ยังเห็นอะไรแอบแฝง

#2 By wesong on 2010-07-21 19:13

คืนนี้ผมว่าจะนั่งดูพอดีเลย ฮ่ะๆๆๆ