รัีบ Tag มาจากท่านพี่บดินทร์ใน FB ครับ ทำแล้วเลยอยากเอามาเก็บไว้ที่บล็อคตัวเองบ้าง

Top 10+1 in my life (Movie version)
10 สิ่งเกี่ยวกับหนัง ที่ข้าพเจ้าคิดได้ในวันนี้



1. เมื่อก่อนไม่เคยมีอาการอยากหยุดดูหนังเพื่อไปเสพสื่ออื่นๆบ้าง แต่ทุกวันนี้พอดูหนังมากๆจะเริ่มรู้สึกเอียน ปวดเนื้อปวดตัวไปหมด ต้องไปแก้ขัดด้วยการหาหนังสือมาอ่านหรือออกไปเดิมเล่นนอกบ้านหากิจกรรมอื่นๆทำ

2. ชอบวาทะเด็ดของเป็นเอกที่ว่า "ศาสนาคือภาพยนต์" อย่างไร วันนี้ก็ยังชอบเ้หมือนเดิมเพราะมันรู้สึกแบบนั้นจริงๆ

3. จนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่เคยชินกับหนังยุโรปซักที (ยังคงติดความสวิงสวายจากฮอลีวู๊ดอยู่เลย) ส่วนใหญ่จะดูหนังพวกนี้เมื่อรู้ว่าร่างกายได้พักมาเพียงพอและสมองปลอดโปร่ง

4. เมื่อก่อนดูหนังที่เข้าโรง(หลักๆ)แทบทุกเรื่อง วันนึงมากสุด 3 เรื่องแต่เดี๋ยวนี้ยอมรับว่าดูหนังในโรงน้อยมากๆซึ่งจะไม่ขอแก้ตัวใดๆ เหตุเพราะเรื่องทุนทรัพย์, เวลาและแฟนตัวดีที่มักคอยปฏิเสธเสมอ(โยนขี้ให้ซะ) แต่ยังคงชอบและเชื่อว่าหนังต้องดูในโรงเท่านั้น ฉะนั้นแล้วหากมีโอกาสก็ไม่แปลกที่ผมจะหนีแฟนไปดูหนังคนเดียวในโรง (จุ๊ๆ)

5. โหลดหนังเป็นเรื่องปกติในช่วงนี้ และที่ควรด่าก็คือ โหลดมาแล้วดูไม่เคยทันซักที (ปริมาณการโหลดมากกว่าปริมาณการดูอยู่ 5 ช่วงตัว)

6. ช่วงวัยรุ่นยังคงมีโอกาสได้ดูหนังนอกกระแสตามสยาม, ลิโด้, สกาล่าหรือเฮ้าร์บ้าง แต่ช่วงหลังมานี้ไม่เคยได้มีโอกาสอีกเลย เหตุผลเดียวกับข้อ4. แต่ขอเพิ่มว่าบ้านไกลเข้าไปด้วยละกัน (คร่าวๆน่าจะซัก 3 ปีแล้วกระมังและบ้านผมอยู่พุทธมลฑลสาย4)

7. เริ่มเป็นคนคิดตีความจากหนังเป็นตุเป็นตะก็ตอนมาเริ่มริเขียนบล็อคของตัวเอง แล้วเริ่มรู้สึกสนุกมาก แม้ว่าในบางช่วงหรือบางเรื่องจะทำให้เครียดฉิบหายที่เขียนไม่ออก 555

8. ยังคงเป็นคนที่จะชอบหนังเรื่องนั้นๆเมื่อมันสามารถนำมาเทียบกับตัวเองหรือสภาวะรอบตัวเองได้ พูดง่ายๆคือเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางแล้วค่อยๆจับสิ่งต่างๆในหนังมาวนรอบ

9. ยังมีความสุขเสมอจนถึงทุกวันนี้เมื่อได้ดูหนังคนเดียว

10. เป็นคนที่จะดูหนังซ้ำน้อยครั้งมากเพราะเชื่อว่าแค่การดูหนังไม่ซ้ำกันเลยในทุกๆวันยังจะดูได้ไม่ครบเลย ฉะนั้นแล้วการดูหนังแต่ละครั้งจะใส่สมาธิเข้าไปทั้งหมด เก็บสิ่งที่อยู่ในหนังให้มากที่สุด แต่หากหนังเรื่องนั้นโดนใจจริงๆจึงจะดูซ้ำ

11. ขอแถมอีกข้อ...ในกรณีของหนังใน เคเบิ้ลทีวี เราจะไม่ดูหนังเรื่องนั้นเลยหากไม่ได้ดูตั้งแต่ตอนแรกของมัน เมื่อก่อนยึดติดอย่างไร ตอนนี้ก็ยังเป็นอยู่

 

 

Comment

Comment:

Tweet

ศาสนาคือภาพยนตร์ ไม่เข้าใจ

ภาพยนตร์คือศาสนา ล่ะใช่เลยHot!

#10 By R O C K on 2010-06-01 20:25

เป็นคล้ายๆ กันเลยครับ
โดยเฉพาะข้อดูหนังซ้ำน้อยครั้งกับเคเบิลทีวี

#9 By anonymouz on 2010-06-01 01:52

ข้อ 11 คล้ายผมมากๆเลย open-mounthed smile

แต่ต้องมีแถมว่า "หนังเรื่องใหนที่ตั้งใจ หรืออยากดู จะไม่ดูผ่านเคเบิ้ลทีวี หรือ ฟรีทีวี ต้องออกไปเช่า หรือ ซื้อมาดูเองเท่านั้น"

#8 By Navagan (61.90.10.49) on 2010-06-01 00:12

การตีความหนังทำให้ผมเป็น Filmsick ไปช่วงหนึ่ง

อาจจะรับเข้าๆอย่างเดียว

big smile big smile big smile

#7 By Annann-chou-chou on 2010-05-31 19:50

มีส่วนคล้ายๆ
แต่ผมไม่นิยมโหลดหนัง
แต่นิยมโหลดเพลง

ข้อ 3 นั้นใช่ทีเดียว

big smile

#6 By ทิว แอด ไฟน์ on 2010-05-31 17:34

ผมไม่เคยดูหนังในเคเบิ่ลจบได้เลยสักครั้ง sad smile

#5 By binkybear on 2010-05-31 15:41

เวิร์กครับ
เอนทรี่แบบนี้ต้องลอกบ้างแล้ว
This tag is so cool but I will do it after my work finish ^^" I miss u my best friend. ^___^

#3 By NiDA MAilO on 2010-05-31 12:08

sad smile ต้องใช้พลังคิดเป็นอย่างมาก...

อ่านหนังสือน้อยมากเช่นกัน แม้จะเป็นหนังสือหนัง ก็จะอ่านข้ามๆ

หนังยุโรปจะดูก็ต่อเมื่อมีแรงกระตุ้นทางใดทางหนึ่ง

สนับสนุนดูหนังในโรง แต่ถ้าเทียบก็ดูหนังแผ่นมากกว่าเหมือนกัน

ไม่เคยโหลดหนังเลยมีแต่โหลดคลิปsad smile ...

ช่วยวัยรุ่นชอบไปดูโรงใหม่ๆไกลแค่ไหนก็ไป เดี๋ยวนี้ผูกขาด เมเจอร์รัชโย และบังเอิญผ่านโรงไหนก็ดูเลย

เห็นด้วยอีกครั้ง ดูหนังคนเดียวน่าจะรับอะไรได้เต็มที่กับหนัง ในโรงหรือบ้าน

ดูซ้ำบ่อยเรื่องที่ชอบๆ อินๆ

ไม่มีเคเบิ้ลแพง ว่าจะหาจานผีมาติด แต่ไม่มีโทรทัศน์(ทีแต่เก่ามากสีเพี้ยนเน่าในมาก)

question

#2 By yayoungman on 2010-05-31 10:33

โหลดหนัง
ดีที่ผมแค่ 3 ช่วงตัว

ตอนนี้ก็กำลังไล่ๆ ดูหนังที่โหลดๆ มาไว้
รวมทั้งหาหนังเก่าๆ ที่ไม่เคยดูมาดู

อีกกิจกรรมคือ
ไล่อ่านหนังสือที่ซื้อกองไว้ประดับห้อง

มีความสุขกับชีวิตง่ายๆ ครับ
big smile