เคหวัตถุ (อนุสรณ์ ติปยานนท์/ 136 หน้า/ สำนักพิมพ์เคหวัตถุ/ 2550) - 5/5

     รวมเรื่องสั้นที่เกิดมาจากสิ่งของภายในบ้านเพื่อการทดแทนพระคุณของสิ่งของเหล่านั้น (คิดได้อย่าไร?) ทุกตอนให้ความรู้สึกที่แตกต่างกันแต่ทุกเรื่องส่งผลกระทบต่อผมไม่ต่างกัน ชอบที่แม้จะเป็นเพียงแค่เรื่องสั้นอันมีเส้นเรื่องหลักเป็นแกน แต่ทุกเรื่องกลับมีเส้นเรื่องรองมากมายในการเกาะเกี่ยวกับเส้นเรื่องหลักนั้นอยู่ ฉะนั้นนอกจากจะได้ผลกระทบทางอารมณ์ของเส้นเรื่องหลักแล้ว เรายังสามารถคบคิดได้ต่างๆนาๆกับเส้นเรื่องรองๆรอบๆนั้นด้วย แถมทุกเรื่องยังมีอะไรที่สามารถดึงมาสอดคล้องกันได้ (ไม่แต่เฉพาะในเรื่องสั้นนี้ แต่ยังสามารถไปเชื่อมโยงกับงานต่างๆของผู้เขียนได้อีกด้วย) อันเป็นการสร้างความหรรษาให้แก่ผู้อ่านไปอีกแบบหนึ่ง แต่ละเรื่องประกอบด้วย

- ตู้/เย็น/เร่า/ร้อน : เซอร์เรียลสุดเซ็กซี่กับความสัมพันธ์ของครอบครัวชนชั้นกลางในเมืองกรุง

- ร่มของผม: Nostalgia แฟนฉันฉบับผู้เขียน

- ปิ่นโต: การเดินทางสู่การคลายปมแห่งอดีต

- ตียง: เป็นตอนที่อ่านแล้วยังงงๆอยู่้ แต่ชอบในวิธีการเขียนในตอนนี้ที่สุด

- กะโหลก: หนังตั้งคำถามว่าสมองส่วนนีโอคอร์เท็กซ์ีที่ทำให้มนุษย์ฉลาดกว่าสัตว์ประเภทอื่นๆนั้นสำคัญจริงหรือ?

- นก:  ในบางครั้งเราก็อยากโบยบินไปให้ห่างเพื่อที่จะได้ไม่ต้องรับรู้ถึงความงี่เง่าของการเมืองไทย

- ยาย: บางทีชีวิตไม่ใช้การถูกลิขิต แต่มันคือการ "เลือก" ที่จะลิขิตเองมากกว่า เหตุการณ์เดียวกันในสองยุคสมัยกับตอนจบที่น้ำตาริน

- น้ำตาล: ปริมาณความหวานของน้ำตาลกับผลกระทบต่ออารมณ์สู่การเรียนรู้ซึ่งกันและกันในเดินทางบนพื้นดินและบนฟากฟ้า...เป็นตอนที่ชอบที่สุดและมันยังเป็นตอนที่เชื่อมโยงกับตอนแรกด้วยทำให้เราสามารถกลับไปอ่านทั้งเล่มใหม่ได้อย่างไม่ติดขัดใดๆ

 

คำสาปร้านเบเกอรี่ (Haruki Murakami เขียน/  วชิรา, นาลันทา คุปต์, ไกรวุฒิ จุลพงศธร, จินนี่ สาระโกเศศ, สิงห์ สุวรรณกิจ, อนุสรณ์ ติปยานนท์ แปล/ 224 หน้า/ สำนักพิมพ์กำมะหยี/ 2552) - 4.5/5

     จากที่ติดใจมาจากการอ่านเล่มแรก (เส้นแสงที่สูญหาย เราร้องไห้เงียบงัน) จนต้องมาอ่านเล่มสองนี้ (แน่นอนว่าต้องมีเล่มสามต่อไป) แม้ผมจะไม่ถึงกับเป็นแฟนของลุงมูราคามิและเพิ่งจะได้มาสัมผัสงานของลุงแกในช่วงหลังนี้เท่านั้น ซึ่งเพราะความเก่งฉลาดของลุงแกก็ทำให้ผมติดได้ไม่ยากเย็นนักและอยากตบกบาลตัวเองแรงๆว่าเหตุใดถึงเพิ่งมาอ่านของลุงแก

    ส่วนตัวผมไม่ได้ชอบงานของลุงมูราคามิในเรื่องของความเหงามากนัก แต่ชอบในความรู้สึกหลากหลายรูปแบบที่ได้รับอันมากับสถานการณ์แปลกๆที่ไม่อาจหาเหตุผลมารองรับได้, การเปิดช่วงโหว่ไว้มากมาย, ความรู้สึกลอยๆอึ่งนิ่งที่ค่อยๆตกตะกอนรองก้นและตัวละครแปลกแยกที่ผมว่าแม่งเท่ห์มากแต่ดันมีปมอยู่เต็มอก....หากว่าด้วยเรื่องสั้นของลุงแกที่ผมได้อ่าน ผมชอบเล่มนี้มากกว่าเล่มแรกครับ ทุกเรื่องให้อารมณ์ที่ดูสอดคล้องประสานกัน (ทั้งๆที่ตัวเรื่องไม่ได้เกี่ยวข้องกันเลย) และชอบในการเรียงเรื่องที่ทำให้ความสนุกในอารมณ์ค่อยๆเพิ่มขึ้น แต่ละเรื่องประกอบด้วย

- คำสาปร้านเบเกอรี่: สนุกและขำอย่างกับนั่งรถไฟเหาะ แต่โปรดอย่าลืมความรู้สึกเมื่อเวลาผ่านไปด้วยละ

- ช้างหาย: ช้างหายไป สะเืทือนไปทั้งทุนนิยม, สังคมและการเมือง!!!

- พี่ชาย น้องสาว: ชอบในความหมิ่นเหม่ระหว่างพี่น้องคู่นี้ แต่ก็ยังรู้สึกได้ถึงความเป็นพี่น้อง งงไหม?

ฝาแฝดและทวีปที่จมดิ่ง: ชอบเรื่องนี้ที่สุด มันค่อยๆกัดกร่อนเราจนไม่เหลืออะไรอีกแล้วเมื่อถึงบรรทัดสุดท้าย

- อาณาจักรโรมันล่มสลาย ชาวอินเดียนลุกฮือเมื่อปี 1881 ฮิตเลอร์บุกโปแลนด์ และโลกแห่งสายลมเกรี้ยวกราด: ชอบการเขียน, เหตุการณ์และความนอยด์ของตัวละครในเรื่องนี้

- ตำนานนกไขลาน: เป็นเรื่องจบหนังสือที่เหมาะดี ในเหตุการณ์ที่ดู(เกือบ)ธรรมดาแต่เรารับรู้ได้ถึงลางบอกเหตุอะไรบางอย่าง...

 

ผม , มูราคามิ (นิ้วกลม/ 254 หน้า่/ สำนักพิมพ์ระหว่างบรรทัด/ 2552) -  4.5/5

     ผมไม่ถึงกับเป็นแฟนหนังสือของนิ้วกลม ส่วนใหญ่จะอ่านผ่านตามหน้านิตยสารมากกว่าและสำหรับเล่มนี้ที่ถือว่าเป็นนวนิยายเล่มแรกของเขา ผมก็ไปคว้ามาแบบไม่ได้ตั้งตัว เพียงเพราะมันมีชื่อนักเขียนผู้ยิ่งใหญ่ผู้หนึ่งที่ผมตามอ่านอยู่ตลอดอยู่ในตัว(ชื่อ)เรื่อง "มูราคามิ" และถึงแม้ตัวเรื่องจะไม่ใช่แนวทางเดียวกันระหว่างนักเขียนทั้งสอง แถมตัวผมเองก็ยังตามอ่านงานของของมูราคามิไม่ครบทุกเรื่องอันมีผลเล็กๆในการสนุกไปกับหนังสือเล่มนี้ แต่มันก็เป็นปัญหาที่เล็กจ้อยมากๆ เพราะผมรู้สึกเหมือนกับได้อ่านหนังสือถอดรหัสของ "แดน บราวน์" แฝงด้วยอารมณ์ดั่งกับดูหนังเรื่อง "Stranger then fiction" โดยผสานเข้ากับอารมณ์ขันเฉพาะตัวของผู้เขียน ก่อให้เกิดเรื่องราวสนุกสนานและน่าอัศจรรย์แบบอ่านจบแล้วอบยิ้มเลยทีเดียว

 

ลับแล, แ่ก่งคอย (อุทิศ เหมาะมูล/ 444 หน้า/ สำนักพิมพ์แพรว/2552) - 5+/5

      ด้วยเป็นคนที่อ่านหนังสือน้อยและแพ้ทางหนังสือเล่มหนาเพราะมักจะหมดสมาธิไปเสียก่อนเสมอ แต่เล่มนี้เป็นหนังสือเล่มหนาเ่ล่มแรกในรอบหลายปีที่ผมหยิบมาอ่านจนจบในช่วงหยุดยาวสงกรานต์และใช้เวลาอ่านที่สั้นที่สุดด้วย (ในมาตราฐานของผมเองคือ 7 วัน) ซึ่งเป็นอีกครั้งที่ความรู้สึก "วางไม่ลง" เกิดขึ้น หนังสือทำผมหลุดเข้าไปเป็นผู้สังเกตุการณ์ในประวัติศาสตร์ของครอบครัวหนึ่งตั่งแต่รุ่นปู่-ย่าจนไปถึงรุ่นหลานของตัวเอกอายุ15ปีที่ชั่วชีวิตอาศัยอยู่บนถนนมิตรภาพ ถนนสายหลักของภาคอีสาน ค่อยๆได้เห็นและเรียนรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงของความเชื่อและอุดมการณ์ตลอดจนการเจริญเติบโตของสมาชิกครอบครัวและสังคมไปจบถึงการล่มสลาย (ทางความรู้สึก) ของสิ่งทั้งหมด ซึ่งเรื่องราวเพียงแค่นี้ก็ทำเอาผมน้ำตาร่วงได้แล้ว (ผู้เขียนเพียงใช้คำง่ายๆไม่ยุ่งยากในการเข้าใจมาร้อยเรียงกันในแนวใหม่อันก่อให้เกิดความรู้สึกดั่งเดิมแต่ความรุนแรงกลับเพิ่มขึ้นยิ่งทวี) แถมเรื่องราวต่างๆยังสามารถนำมาเทียบเคียงชีวิตจริงได้อย่างน่าขนลุกและอัศจรรย์

     ยิ่งไปกว่านั้น หนังสือเล่มนี้ยังเป็นตัวแทนในการพูดถึง "ความจริง-ความลวง" ในประวัติศาสตร์ เพราะทุกประวัติศาสตร์ยอ่มมีทั้งเรื่องจริงและเรื่องแต่งประสมปนเปกันไปอย่างแนบเนียน เพียงแต่ผมกลับไม่ค่อย "อิน" กับส่วนนี้ซักเท่าไหร่ อาจเป็นเพราะ "เรื่องเล่า" นั้นสะกดผมอยู่ชงัดแล้วไม่ว่ามันจะ "จริง" หรือ "ลวง" นี่แหละหนาที่อาจเป็นตัวบอกว่า ตัวผมก็คงไม่ต่างกันตัวละครในเรื่องนี้เลย (และอาจเป็นผลให้ผมไม่รู้สึกอะไรมากนักในตอนจบ)

     อีกสิ่งหนึ่งที่ชอบมากๆคือการใช้ประโยคในวงเล็บเพื่อพูดคุยกับผู้อ่านอันทำให้เรามีความรู้สึกร่วมกับตัวละครมากขึ้นไปอีก และการใช้ประโยคจากหนังสือต่างๆ (ที่ผมไม่รู้จักซักเรื่อง ) มาใช้เกริ่นนำในแต่ละตอน ทำให้เราพอคาดเดาได้ว่าจะได้พบกับเรื่องราวในลักษณะใดต่อไปในแต่ละตอน

     รู้สึกคุ้มค่ามากที่ได้อ่านหนังสือซีไรต์ปีล่าสุดเล่มนี้ครับและเห็นด้วยกับพี่เอกมากๆครับว่าอยากให้เรื่องนี้ถูกทำเป็นหนัง ถ้าผู้กำกับเก่งและเข้าใจตัวหนังสือดี ผมว่าเราอาจได้หนังที่พูดถึงการเปลี่ยนแปลงของไทยดีๆเรื่องหนึ่งเลยทีเดียว

 

  แสงแดดเป็นไข้ ('รงค์ วงษ์สวรรค์/ 142 หน้า/ สำนักพิมพ์ฟรีฟอร์ม/ 2552) - 4/5

     ยอมรับโดยดุษฎีครับว่าไม่เคยอ่านงานของท่านพยาอินทรีย์ผู้ยิ่งใหญ่ท่านนี้เลยครับ เล่มนี้เป็นเล่มแรกที่ได้อ่านอันเป็นงานเีขียนสั้นๆเป็นตอนๆของท่านที่เขียนลงตามนิตยสารต่างๆ และเมื่อได้ชิมแ้ล้วก็พบว่าภาษาของท่านนั้นช่าง "ทันสมัย" และ "ยียวน" มากๆ จนอยากจะไปตามงานเขียนที่เป็นนวนิยายของท่านมาอ่านโดยไว จริงอยุ่ที่ผมมีปัญหาในภาษาของท่านในช่วงแรกที่มักต้องกลับไปอ่านซ้ำเสมอๆ และบางคำก็ไม่เข้าใจแต่ดันรู้สึกได้กับคำๆนั้น! อ่านจบแล้วอยากหิว หิวทั้งอาหารที่ท่านเขียนไว้ในหนังสือและหิวตัวอักษรของท่านเข้าให้แล้ว...เจอคำว่า "สลิดดก" ผมฮาก๊ากเลย

 

 H2O การแตกตัวของน้ำบนแผ่นกระดาษ (อนุสรณ์ ติปยานนท์/ 157 หน้า/ สำนักพิมพ์เคหวัตถุ/ 2548) - 5+/5

   เป็นเรื่องสั้นอีกเล่มหนึ่งที่ผมอินไปกับเรื่องราวในหนังสือมากๆ ที่ผู้เขียนใช้การ "หายไป" และการ "ตามหา" เป็นประเด็นหลักของเรื่องก่อนจบท้ายด้วยการสร้างเรื่องราวซ้อนทับกับเนื้อเรื่องในหนังสือ (และตัวหนังสือเอง) อีักทีซึ่งเก๋มากๆ (สำหรับคนอ่านหนังสือน้อยอย่างผม) ชอบตอน "หิมะกัด" ในระดับ 5+++++ ที่รับรู้ได้ถึงความเคว้งคว้้าง ไหลเอื่อยของโมงเวลาและสถานะของตัวละครที่ค่อยถูกกร่อนให้บางลงทุกทีๆ อนึ่งการได้อ่านหนังสือของอาจารย์ต้นสลับกับหนังสือของมูราคามิ ทำให้ได้เห็นอะไรหลายๆอย่างที่เชื่อมโยงกันได้อย่างสนุก (ล่าสุดนี้กำลังอ่าน "เกร็ดความคิดบนก้าววิ่ง" ของมูราคามิอยู่ ซึ่งก็สามารถโยงกับนักวิ่งในตอน "สเปอร์มาโตซัว" ได้อย่างสนุก)

 

Comment

Comment:

Tweet

ช่วง สองเดือนที่ผ่านมาชั้นไม่ได้อ่านอะไรเลย นอกจาก "อาณาจักรศรีวิชัย" และเรื่องที่เกี่ยวข้อง

ตอนนี้กลับมากรุงเทพแล้วนะแก ดำปี๋เลยว่ะ ปล. ตอนนี้ตามอ่านการ์ตูนอย่างเมามันส์

#4 By NiDA MAilO on 2010-05-06 15:19

อ่านหนังสือเยอะมากเลยนะครับ


ช่วงนี้ผมแทบไม่ได้อ่านอะไรเลย sad smile

#3 By Navagan (58.8.89.197) on 2010-05-06 03:09

นี่ขนาดว่าไม่มีเวลาแล้ว 555+

ไม่ได้อ่านซักเล่ม sad smile

#2 By Faris Cassidy on 2010-05-05 13:54

หลงรักตัวอักษรของอนุสรณ์ ติปยานนท์ที่สุดเลย

ชอบกลวิธีการคิดและการเขียนของเขาด้วย คิดว่าเคยชอบลอนดอนกับความลับในรอยจูบ แต่พออ่านเคหวัตถุ --นี่ล่ะใช่เลยcry cry