(update) เฉือน ฆาตกรรมรำลึก: ความโรแมนติกในหนังทริลเลอร์ที่ลึกซึ้งกว่าที่ตาเห็น (อันว่าด้วยความรู้สึกส่วนตัวของผม)
posted on 05 Nov 2009 09:45 by seamsee in Movies
03/11/09 (SF Thaphra) - เฉือน ฆาตกรรมรำลึก (ก้องเกียรติ โขมศิริ/ ไทย/ 2552)
*** แนะนำให้ไปดูหนังในโรงให้ได้เท่านั้นโดยไม่ต้องไปสนใจสิ่งใด จะรู้อะไรมาแล้วก็ช่างมัน เพราะการแค่ท่านได้ดูความเป็นทริลเลอร์ชั้นยอดที่อาบเคลือบด้วยความสุดแสนโรแมนติกของมันก็คุ้มค่ามากแล้วกับหนังไทยที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่ง ***
หากอยากอ่านอะไรที่เป็นเรื่องเป็นราว การวิเคราะห์ตีแผ่ (ทั้งจากตัวหนังเองและจากความคิดของผู้เขียน) แนะนำบล็อคของพี่ Filmsick ที่นี่ หรือพี่ปุ่น ที่นี่ ครับ ขออนุญาติแปะลิ้งค์พี่ๆไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ
และนี่คือความรู้สึกของผมกับหนังเรื่องนี้...
ด้วยการที่เคยผ่านงานของผู้กำกับท่านมีมาเกือบทุกเรื่อง จะมียกเว้นก็แต่ "ลองของ2" เรื่องเดียวเท่านั้นที่ยังไม่ได้ดู (แต่ก็ไม่อาจถือว่าเป็นหนังของก้องเกียรติได้โดยตรงเพราะเป็นการร่วมกำกับกับเพื่อนๆในกลุ่ม Ronin Team) ผมชอบ "ไชยา" มากทีเดียวในการเอาศิลปะมวยไชยามาประสานกับภาวะสังคมของไทยได้อย่างแรงและกระแทกใจอันสอดคล้องไปกับเรื่องราวความสัมพันธ์ของกลุ่มเพื่อน ซึ่งสำหรับเรื่องนี้ก็เช่นกันที่เป็นการนำการตามล่าฆาตกรต่อเนื่องมาเป็นกาวเรื่องเพื่อสะท้อนสังคมและประเทศไทยในยุคปัจจุบันอันบัดซบนี้ได้อย่างถึงแก่นและแฝงไว้ด้วยอีกหนึ่งเรื่องราวหลักของ "เหยื่อ" ที่โดนสังคมทำร้ายอันก่อให้เกิดเป็นหนังทริลเลอร์ชั้นยอดที่อบอวลไปด้วยเรื่องราวมืดหม่นแต่เคลือบแฝงหนังทั้งเรื่องไว้ด้วยความโรแมนติกอีกชั้น ประสานกันเป็นหนังไทยที่ดีมากที่สุดเรื่องหนึ่งเรื่องนี้ขึ้นมา
แรกสุดเลยคงต้องขอชมเชยอย่างเปี่ยมล้นกับบทภาพยนต์โดยผู้กำกับมือพระกาฬ "วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง" (หมานคร, เปนชู้กับผี) ที่ปิดทุกช่องโหว่ของหนัง มอบความลึก เหตุและผลแก่ตัวละครแถมยังเคลือบแฝงประเด็นต่างๆอีกมากมาย โดยไม่ทำให้บทเขว่เละเทะ ตัดนี่เสริมนั้นจนได้บทที่ดีมากๆออกมา
สำหรับคนที่ขยาดหนังไทยเพราะมันดูไม่ลงทุน ชอบดูอะไรอลังการๆ ผมขอเอาหัวผมเป็นประกันได้เลยว่าต่อให้ฮอลลีวู๊ดก็ฮอลลีวู๊ดเถอะครับ ผมว่าหนังเรื่องนี้ไม่เป็นสองรองใครแน่นอน หนังมีโีปรดักซ์ที่ดีมากๆๆๆๆ เรียกได้ว่าเป็นหนังภาพสวย ฉากงามและที่สำคัญทุกพื้นที่ของมันเล่าเรื่องของมันเองได้ แถมดนตรีประกอบที่หนังเรื่องนี้ใช้นั้น มันช่างเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ที่เก๋และบาดลึกมาก โดยเฉพาะเสียงไวโอลินเสียดๆ ที่สามารถให้อารมณ์ที่แตกต่างกันได้ในแต่ละฉาก แต่ละอารมณ์
*** ต่อจากนี้มีสปอร์ย ***
ยอมรับครับว่าผมเห็นหนังเรื่องนี้เหมือนมีส่วนประกอบของหนังหรือหนังสือหลายๆเรื่องผสมกันอย่างเห็นได้ค่อนข้างชัดเจน อาทิเช่น การ์ตูนเรื่อง "Monster" อันว่าด้วยเรื่องราวของคุณค่าและความต้องการมี "ตัวตน" ของมนุษย์ หรือหนังเรื่อง Time ของคิม ดี ด๊อก อันว่าด้วยเรื่องราวการศัยกรรมภายนอกที่สะเทือนไปถึงตัวตนภายใน หรือแม้แต่ Old Boy ของปาร์ค ชัง วุก อันว่าถึงการแก้แค้นของการโดนทำร้ายเมื่อครั้งอดีต แต่มันก็เป็นแค่การเห็นหนังแบบคิดไปเรื่อยของผม เพราะจริงๆแล้วมันเป็นส่วนผสมที่กลมกล่อมอย่างพอดี แถมดีมากๆด้วยซ้ำ
หากจะมองหนังเรื่องนี้ในแง่หนังทริลเลอร์ หนังประสบความสำเร็จอย่างสูงมากในจุดนี้ ทั้งเรื่องราวการตามล่าฆารกรต่อเนื่อง ฉากความรุนแรง ความกดดันของภาพและเสียง ความมืดหม่นดาร์ค ผ่านหมด (ฉากการฆ่าคนครั้งแรกของนัทที่เป็นการเล่นกับความมืดนั้นสุดยอดมากๆ)
หากมองในแง่ความโรแมนติก ที่ผมเห็นและรู้สึกกับมันมากที่สุด ต้องบอกก่อนว่าผมค่อนข้างมีปัญหาส่วนตัวอย่างใหญ่หลวงกับหนังที่พูดถึงรักร่วมเพศ แม้ไม่ได้ต่อต้านแต่ก็จะไม่เลือกดูหากหนังเรื่องใดๆมีประเด็นนี้ (อันเป็นเหตุให้ผมไ่ม่ถึงกับรัก "รักแห่งสยาม" มากมายอย่างที่มันควรจะเป็น) แต่สำหรับเรื่องนี้ผมยอมศิโรราบโดยดุษฏีครับ หนังไม่จำเป็นต้องมีฉากหวือหวาใดๆเลย เริ่มแรกมันเป็นเพียงเรืองของชายคนหนึ่งที่ "ชื่นชม" ชายอีกคน ที่ผมยังคงรู้สึกว่ามันเป็นเพื่อนกัน จากนั้นความชื่นชอบก็กลายมาเป็น "ความรัก" ที่เมื่อถึงจุดนั้น ผมรู้สึกไปแล้วว่าอีกคนเป็นผู้หญิงจริงๆ!!! (อันไม่เกี่ยวกับการศัยกรรมทำหญิงแต่อย่างใดเพราะที่ผมรู้สึกคือความรู้สึกภายในต่างหาก) อาจเพราะการดำเนินเรื่องราวที่ลื่นไหลและปูไวแน่นมาก ฉาบเคลือบไว้ด้วยภาพที่สวยเกินจริงอันโรแมนติกเมื่อทั้งคู่อยู่คู่กันหรือเพราะการแสดงของนักแสดงเด็กทั้งคู่ที่ผมขอมอบรางวัลของการแสดงแห่งปีนี้ให้ไปเลย โดยเฉพาะน้องคนที่แสดงเป็นนัทที่ทำผมอึ้งในการแสดงนี้มากๆๆๆๆๆๆๆๆ
รูปน้องทั้งคู่หาไม่ได้ใน google จึงขอนำรูปมาจากบทความของพี่ปุ่นตามลิงค์ด้วยบนครับ
แต่หากมองในแง่ของการเป็นหนังการเมือง หากไทคือตัวแทน "ประเทศไทย" ที่พยายามจะหาความเป็นตัวตนของตัวเอง หาการยอมรับจากผู้อื่น (ที่ก็คือคนต่างชาติ) ป๋าชิน ก็เปรียบเหมือน "นักการเมือง" เป็นผุ้คุมเกมการเมือง เป็นผู้ควบคุมทุกการเปลี่ยนแปลงของประเทศชาติและอาจกล่าวได้อีกว่าเป็นผู้สร้างปัญหาต่างๆทั้งหมด อันสามารถดูได้จากลูกน้องของป๋าชินที่แสดงโดย "สน เดอะสตาร์" ที่ทั้งเรื่องจะผูกผ้าพันแผลพร้อมกับแผลฟกช้ำอยู่ตลอดทั้งเรื่อง อันเป็นตัวแทนแห่งสามจังหวัดชายแดนในภาคใต้ ("สน" เป็นคนใต้) ซึ่งสุดท้ายก็โดนไทฆ่าตาย อันคิดไปได้ว่าผู้กำกับอาจอยากบอกเรากลายๆว่า ปัญญานี้เกิดจากผู้คุมเกมนั้นเอง ที่ใช้อำนาจในการควบคุมจัดการเกมในมือ และสำหรับตัว "นัท" หรือ "น้อย" ก็กลายเป็นเหยื่อของสังคม เป็นเหยื่อของเกมไปโดยปริยาย เป็นผู้ถูกหาประโยชน์จากเกมๆนี้ แต่หนังเหนือกว่าด้วยการให้เหยื่อลุกขึ้นมาต่อสู้ล้างแค้นเพื่อให้ประเทศไทยไม่เลวร้ายลงไปกว่านี้!!! (อันแสดงว่ายังไงปัญหาพวกนี้ก็ไม่มีทางจบลงได้เพราะถึงมันจะเป็นการต่อสู้ของประชาชน แต่อย่าลืมว่าประชากรก็อยู่ใต้เกมนี้อันเห็นได้จากประเป๋าสีแดงและผมสีเหลืองของน้อย!!!)
พูดถึงฉากที่เป็นการเฉลยเรื่องราวทั้งหมดนั้น (ว่าใครเป็นฆาตกร) ผมยอมรับตามตรงครับว่าผมไม่ได้มีความรู้สึกใดๆกับมันเลย ไม่ถึงกับอึ่ง ไม่ถึงกับเซอร์ไพรส์ใดๆ อาจเพราะหนังมันไม่เอื้อให้คาดเดาใดๆได้มากอยู่แล้วและการเฉลยนี้แทบไม่ใช่ประเด็นที่ยิ่งใหญ่ใดๆเลย มันเป็นเพียงการจบเรื่องราวความเป็นทริลเลอร์ลงเท่านั้น ซึ่งหากคุณรู้การเฉลยนี้มาแล้วมันก็เป็นแค่การทำลายความรู้สึกส่วนที่เล็กที่สุดของหนังเท่านั้น เพราะหากคุณไม่ได้ดูหนังทั้งเรื่อง คุณก็จะไม่มีทางได้เห็นการเฉลยที่ลึกซึ้งกว่านั้นที่ซ่อนอยู่ การเฉลยที่ทำให้เราต้องหวนคิดถึงเรื่องราวที่ผ่านมาทั้งเรื่อง แถมจริงๆแล้วการเฉลยที่แท้จริงมันอยู่ที่ท้ายเรื่องต่างหาก!!!
ส่วนตัวผมขอยกให้ฉากการพูคคุยกันง่ายๆธรรมดาในช่วงท้่ายเป็นหนึ่งในฉากในดวงใจ จริงอยู่ที่มันอาจดูเป็นการตั้งใจไปหน่อยในการออกมาพูดกันโต่งๆในหนังที่เต็มไปด้วยสัญญะ แต่หากมองในแง่ของความโรแมนติก (ที่ผมใช้และรู้สึกอยู่แล้วในการมองหนังเรื่องนี้) ผมว่ามันเป็นฉากที่สำคัญและยิ่งใหญ่มากๆ มันทำให้น้ำตาผมร่วงไ้ด้อย่างยาวนาน เริ่มตั้งแต่ที่ไทรู้ความจริงแล้วกลับไปหานัท ตั้งแต่ที่ปืนจ่อหัวนัทพร้อมประโยค "ตายซะเถอะมึง! ไอ้โรคจิต" น้ำตาหยดแรกร่วงมาทันที เพราะอะไร? ในแ่ง่การเมือง: นี่มันเป็นการโดนทำร้ายของประชาชนชัดๆ ในแง่โรแมนติก: เพราะหนังทำให้ผมเชื่อมากๆว่าคนคู่นี้เกิดมาเพื่อคู่กัน การทำเช่นนี้ถือว่าแรงมากในความรู้สึกของผม แถมการนั่งคุยกันที่ให้ดวงตาเห็นภาพแสนเพ้อฝัน แต่ทุกประโยคที่ออกมาจากทั้งคู่กลับให้เรารับฟังในเรื่องราวของความจริง เป็นการย้อนแย้งที่รุนแรงที่สุดที่ผมเคยผ่านหนังมาหลายๆเรื่อง!!! (เสียดายเพียงอย่างเดียวที่เป้และเจสสิก้ายังไม่สามารถ "อิน" และ "ทำให้เชื่อ" ได้ในฉากนี้ แต่เพราะเรื่องราวของหนังที่ดำเนินมาทั้งหมดทำให้จุดด้อยเล็กๆนี้แทบมองไม่เห็น)
"ไทต้องจบมันด้วยตัวของไทเอง ไม่ใช่พวกนั้น"
สิ้นประโยคผมเสียสติทันทีตั้งแต่หนังจบลง ขับรถกลับ ถึงบ้านแล้วล้มตัวลงนอน....
และทั้งหมดนี้จึงไม่แปลกใจที่ผมจะขอยกให้หนังเรื่องนี้เป็นอีกหนึ่งหนังในดวงใจแห่งปี ครับ
5+++++/5
ปล1. ดีใจมากที่ได้ดูหนังเรื่องนี้ในโรง
ปล2. ว่าจะเขียนสั้นๆ แต่เขียนๆไปกลับจบไม่ลง


นานๆจะมีหนังไทยแนวอื่น นอกจาก หนังตลก หนังผี หนังรัก
อาทิตย์นี้จะไปดูครับ
#1 By นกไซเบอร์ on 2009-11-05 09:52